ตั้งแต่แรกเริ่ม ครอบครัวของหญิงสาวก็กีดกั้นไม่ให้หญิงสาวคบกับชายหนุ่ม บอกว่าบ้านชายหนุ่มไม่มีฐานะเทียบเท่าบ้านเธอ ถ้าหญิงสาวไปอยู่กับชายหนุ่มก็จะต้องทนลำบากทั้งชีวิต ความกดดันจากทางบ้านทำให้หญิงสาวอารมณ์ไม่ค่อยดีเสมอ และทะเลาะกับชายหนุ่มอยู่เรื่อย หญิงสาวนั้นรักชายหนุ่มมาก เธอถามชายหนุ่มบ่อยครั้งว่า “เธอรักฉันมากขนาดไหน?” แต่ชายหนุ่มเป็นคนพูดไม่เก่ง ทำให้หญิงสาวโกรธเขาหลายครั้ง บวกกับคำพูดของพ่อแม่เธอ ยิ่งทำให้หญิงสาวอารมณ์เสียมากยิ่งขึ้น ชายหนุ่มจึงกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ของเธอ เขาก็ทนยอมรับอย่างเงียบๆโดยไม่ว่าหญิงสาวเลยสักคำ หลังจากนั้น ชายหนุ่มเรียนจบมหาลัยแล้ว ตัดสินใจจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ ก่อนไป เขาเอ่ยปากขอแต่งงานกับหญิงสาว “ผมอาจจะเป็นคนพูดไม่เก่ง ปากไม่หวาน แต่ผมรู้ว่าผมรักคุณมาก ถ้าคุณตกลงใจยินดี ผมก็จะดูแลปกป้องคุณตลอดชีวิต สำหรับครอบครัวคุณ ผมจะพยายามทำให้พวกเขายอมรับในตัวผม แต่งงานกับผมเถอะนะ ได้ไหม?”
หญิงสาวตอบตกลงชายหนุ่ม และด้วยความพยายามของชายหนุ่ม พ่อแม่ของหญิงสาวก็ยอมรับเขา ในที่สุด ชายหนุ่มและหญิงสาวได้หมั้นกัน ก่อนที่ชายหนุ่มจะไปเมืองนอกไม่นานนัก ชายหนุ่มไปเรียนหนังสืออยู่ต่างแดนเพียงลำพัง ส่วนหญิงสาวก็คงยังอยู่ภายในประเทศ และออกมาทำงานแล้ว ชายหนุ่มไม่อาจกลับมาเยี่ยมหญิงสาวได้ เพราะเขาต้องใช้เงินอย่างประหยัด ส่วนหญิงสาวก็ไม่มีเวลาไปหาชายหนุ่มได้ ทั้งสองจึงได้แต่เพียงติดต่อกันผ่านโทรศัพท์และจดหมาย แต่ถึงกระนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็คงยังมั่นคงมิได้เปลี่ยนแปลงสักนิด วันหนึ่ง หญิงสาวออกจากบ้านไปทำงานตามปกติ ระหว่างทางที่เดินไปสู่ป้ายรถเมลล์ มีรถคันหนึ่งได้พุ่งตรงเข้าหาเธอ………… เมื่อหญิงสาวฟื้นขึ้นมา เธอเห็นพ่อแม่อยู่ข้างเตียง ถึงเพิ่งรู้ว่าเธอประสบอุบัติเหตุและบาดเจ็บสาหัส โชคยังดีที่ว่าไม่ถึงกับชีวิต หญิงสาวเห็นพ่อแม่เธอร้องไห้โศกเศร้าไม่หยุด จึงเอ่ยปากคิดจะปลอบโยนพวกเขา แต่เธอได้พบว่า… เธอพูดอะไรออกมาไม่ได้เลยสักคำ เธอพยายามที่จะเปล่งเสียงออกมาให้ได้ แต่ก็ทำได้แค่มีเสียงคล้ายเสียงหอบเท่านั้น หญิงสาวกลายเป็นใบ้ไปเสียแล้ว… หมอบอกว่าเพราะอุบัติเหตุครั้งนี้ หญิงสาวนอกจากบาดเจ็บที่ขาแล้ว สมองยังถูกกระทบกระเทือน เพราะฉะนั้นหญิงสาวจะพูดอะไรไม่ได้อีกเลยชั่วชีวิต หญิงสาวได้แต่รับฟังคำปลอบโยนของพ่อแม่เธอ แต่เธอไม่สามารถที่จะตอบอะไรได้เลย หญิงสาวสิ้นหวังแล้ว… หญิงสาวได้แต่ร้องไห้ไม่หยุดทั้งวันทั้งคืน… หลังจากนั้น หญิงสาวออกจากโรงพยาบาลและพักอยู่ที่บ้าน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ยังเป็นเช่นเดิม มีแต่เพียงเสียงโทรศัพท์ในห้องเธอ กลายเป็นฝันร้ายที่มาทรมานเธอ แต่ละครั้งที่เสียงโทรศัพท์ดัง เป็นเหมือนดังมีดคมทิ่มแทงเข้าไปในใจเธอ ความทรมานที่เธอต้องทนรับก็ไม่อาจจะบอกให้ชายหนุ่มรู้ได้ เธอไม่อยากเป็นตัวถ่วงของเขา จึงเขียนจดหมายบอกชายหนุ่มว่าเธอไม่อยากจะรอเขาอีกต่อไป เธอกับเขาจบสิ้นกันแล้ว และเธอก็ส่งแหวนหมั้นกลับไปให้เขาด้วย หญิงสาวไม่รู้จะทำอย่างไรได้ กับจดหมายและโทรศัพท์ของชายหนุ่มที่มีมาไม่ขาด เธอได้แต่น้ำตาไหลรินเต็มหน้าทุกวัน
พ่อของหญิงสาวไม่อาจทนเห็นเธอต้องทนทรมานเช่นนี้อีกต่อไป จึงตัดสินใจย้ายบ้าน หวังอยากให้หญิงสาวลืมความทุกข์นั้นและอยู่อย่างมีความสุขมากกว่านี้ เมื่อเปลี่ยนสภาพแวดล้อมแล้ว หญิงสาวก็ดีขึ้นหน่อย เธอค่อยๆหัดเรียนใช้ภาษามือแทนคำพูด ทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มต้นใหม่ เธอบอกกับตัวเองเสมอว่าให้ลืมชายหนุ่มเสีย วันหนึ่ง เพื่อนสนิทของหญิงสาวบอกกับเธอว่า ชายหนุ่มกลับมาแล้ว และออกตามหาเธอไปทั่ว หญิงสาวขอร้องเพื่อนเธอว่า อย่าบอกเรื่องของเธอให้ชายหนุ่มรู้ เรียกให้เขาลืมเธอเสีย หลังจากนั้น เธอก็ไม่ได้รับรู้ข่าวคราวของชายหนุ่มอีกเลย เวลาผ่านไปได้ปีกว่า เพื่อนของหญิงสาวมาบอกกับเธออีกว่า ชายหนุ่มจะแต่งงานแล้วและขอร้องให้เธอเอาการ์ดแต่งงานมาให้หญิงสาว หญิงสาวได้รับฟังแล้วก็เศร้าใจมาก เธอเปิดการ์ดนั้นด้วยมือสั่น แต่กลับเห็นชื่อเธอเองบนการ์ดใบนั้น เมื่อหญิงสาวกำลังจะถามเพื่อน ชายหนุ่มก็มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าเธอ ใช้ภาษามือที่แข็งกระด้างบอกกับหญิงสาวว่า
“ผมใช้เวลาปีกว่าที่ผ่านมา บังคับให้ตัวเองหัดใช้ภาษามือให้ได้ เพื่อที่จะบอกกับคุณว่า ผมไม่เคยได้ลืมสัญญาระหว่างเราสองคนเลย โปรดให้โอกาสผมได้เป็นเสียงให้แทนคุณ ผม-รัก-คุณ”
Custom Search
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรัก แสดงบทความทั้งหมด
02 กันยายน 2553
ความรัก กับ รองเท้า
ความรัก กะ รองเท้าที่ไม่พอดี
วันหนึ่ง .........ฉันอยากได้รองเท้า ฉันเดินเข้าไปในร้านที่มีรองเท้าหลากสี-หลายแบบวางเรียงราย
ร้ า น แ ล้ ว ร้ า น เ ล่ า
แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รองเท้าถูกใจกลับไปด้วยแม้แต่คู่เดียว
เลือกแล้ว__________ เลือกอีกจนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้ากระจกร้านหรูแห่งหนึ่ง
รองเท้าส้นสูงสีส้มคู่นั้นสะท้อนเงาเฉิดฉายผ่านกระจกออกมาแตะตาฉันตั้งแต่แรกเห็น
มันช่างเป็นรองเท้าที่สวยจนอยากมีไว้ประดับคู่เท้าในทุกย่างก้าว
โดยไม่รอรี......ฉันเดินตรงลิ่วเข้าไปหามัน
แม้ป้ายราคาเล็ก-เล็กที่ติดเอาไว้จะบอกราคาที่ไม่เล็กนัก
แต่ฉันไม่ลังเลสักนิดเดียวที่จะจ่ายเงินจำนวนนั้นออกไปเพื่อให้ได้รองเท้าที่ถูกใจที่สุดในวันนี้
"แน่นนิดนึงนะคะ...มีคู่ใหม่ที่ใหญ่กว่านี้มั้ย"
ฉันถามพนักงานขายขณะที่กำลังพยายามสอดเท้าลงไปในรองเท้าคู่สวยให้พอดี แล้วพบว่ามันพอดิบ-พอดีจนขยับเท้าไม่ได้
"ไม่มีหรอกค่ะ....เรามีแบบละคู่เท่านั้น รับรองว่า ใส่แล้วไม่ซ้ำแบบใคร"
พนักงานขายเสนอข้อได้เปรียบในการซื้อสินค้า
"แต่ดิฉันว่าใส่แล้วก็พอดีนะคะ เผื่อมันยืดออกอีกนิดหน่อย"
เธอยังคงเสนอต่อเมื่อเห็นแววตาที่ฉันชื่นชมสินค้าของเธอ
- - เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านด้วยรอยยิ้มกรุ่นพร้อมกับรองเท้าคู่สวยที่อยู่ในมือ - -
ฉันจัดแจงโยนรองเท้าผ้าใบคู่เก่าที่ใส่มาแรมปีทิ้งไปอย่างไม่แยแส
วันรุ่งขึ้น ............ ..ฉันออกเดินด้วยรองเท้าคู่ใหม่อย่างเฉิดฉาย
ยิ่งมีใครต่อใครชมว่ามันสวยนักหนาฉันก็ยิ่งปลื้มใจ
ทว่าไม่ทันข้ามวันรองเท้าเจ้ากรรมก็แผลงฤทธิ์จนฉันเดินโขยกเขยก
และเย็นวันนั้นฉันก็ต้องกลับมาบ้านพร้อม กับเท้าที่ระบม
ห า ก ชี วิ ต ค น เ ร า เ ป็ น เ ห มื อ น ก า ร เดิ น ท า ง ไ ก ล
ความรัก _________________ก็คงเป็นเหมือน "รองเท้า"
แ ท้ ที่ จ ริ ง แ ล้ ว น่ ะ น ะ
..............
ฉันว่าคนเราไม่ได้ต้องการ "รองเท้าสวย" มากไปกว่า
-- รองเท้าที่ใส่สบาย --
แต่ก็นั่นแหละ ใคร-ใครก็ย่อมชอบรองเท้าสวย-สวยด้วยกันทั้งนั้น
ถึงไม่น่าแปลกที่หลายคนมักตัดสินใจซื้อรองเท้าเพราะว่า
"มันสวย" มากกว่า "มันพอดีกับเท้า"
และแม้มันจะใส่แล้วคับไปนิด...อึดอัดไปหน่อยก็ยังไม่วางมือ
เหตุเพราะว่า_______________มันสวยถูกใจ
หรือแม้มันจะราคาแพงลิบลิ่วก็ยังอยากเป็นเจ้าของให้ได้
--- หากว่าเราต้องเดินทางอีกไกล ---
แม้จะมีรองเท้าสวยหรู ราคาแพง ยี่ห้อแบรนด์เนมมันก็คงไม่มีประโยชน์
แม้จะสวยแค่ไหนแต่ถ้ามันทำเท้าเราเจ็บ...สุดท้ายก็คงต้องถอดมันออก
เพราะถ้าขืนเราเดินทั้งเท้าเจ็บ-เจ็บเรา คงไปไม่ถึงปลายทาง
ค ว า ม รั ก ก็ เ ช่ น กั น
เราอาจใฝ่ฝันที่จะมีคนรักสวย รวย เก่ง ฉลาด เลิศ หรู
..... แต่ความจริงแล้ว ....
เราเพียงต้องการคน-คนนั้นเพื่อให้ "ตัวเราดูดีขึ้นมา" เท่านั้นเอง
ฉันว่านะ....รองเท้าที่ใส่แล้วสบายไม่จำเป็นต้องสวยเด่นอะไร
เพราะฉะนั้น
คนที่จะมาจับจูงมือเราไปตลอดทางของชีวิตก็ไม่จำเป็น
ต้องเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดจนใครนึกอิจฉา
แต่ขอเพียงเป็น...คนที่เค้ารักเรา ดูแลเรา ดีต่อเรา เข้าใจเรา ไม่ทำให้เราเจ็บ
ไม่ทำให้เสียใจ ซะมากกว่า...
บางที...การใส่รองเท้าที่เดินแล้วสบายมันอาจทำให้เรามีความสุขมากกว่า
เพราะฉันเชื่อว่ามันจะพาเราไปจนถึงจุดหมาย
โดยที่เราไม่ต้องเจ็บเท้า และนึกอยากจะโยนมันทิ้งไปเสีย ให้รู้แล้วรู้รอด
ตลอดการเดินทาง.. .....
ที่มาของบทความ fwm.
วันหนึ่ง .........ฉันอยากได้รองเท้า ฉันเดินเข้าไปในร้านที่มีรองเท้าหลากสี-หลายแบบวางเรียงราย
ร้ า น แ ล้ ว ร้ า น เ ล่ า
แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้รองเท้าถูกใจกลับไปด้วยแม้แต่คู่เดียว
เลือกแล้ว__________ เลือกอีกจนในที่สุดก็มาหยุดอยู่หน้ากระจกร้านหรูแห่งหนึ่ง
รองเท้าส้นสูงสีส้มคู่นั้นสะท้อนเงาเฉิดฉายผ่านกระจกออกมาแตะตาฉันตั้งแต่แรกเห็น
มันช่างเป็นรองเท้าที่สวยจนอยากมีไว้ประดับคู่เท้าในทุกย่างก้าว
โดยไม่รอรี......ฉันเดินตรงลิ่วเข้าไปหามัน
แม้ป้ายราคาเล็ก-เล็กที่ติดเอาไว้จะบอกราคาที่ไม่เล็กนัก
แต่ฉันไม่ลังเลสักนิดเดียวที่จะจ่ายเงินจำนวนนั้นออกไปเพื่อให้ได้รองเท้าที่ถูกใจที่สุดในวันนี้
"แน่นนิดนึงนะคะ...มีคู่ใหม่ที่ใหญ่กว่านี้มั้ย"
ฉันถามพนักงานขายขณะที่กำลังพยายามสอดเท้าลงไปในรองเท้าคู่สวยให้พอดี แล้วพบว่ามันพอดิบ-พอดีจนขยับเท้าไม่ได้
"ไม่มีหรอกค่ะ....เรามีแบบละคู่เท่านั้น รับรองว่า ใส่แล้วไม่ซ้ำแบบใคร"
พนักงานขายเสนอข้อได้เปรียบในการซื้อสินค้า
"แต่ดิฉันว่าใส่แล้วก็พอดีนะคะ เผื่อมันยืดออกอีกนิดหน่อย"
เธอยังคงเสนอต่อเมื่อเห็นแววตาที่ฉันชื่นชมสินค้าของเธอ
- - เย็นวันนั้นฉันกลับบ้านด้วยรอยยิ้มกรุ่นพร้อมกับรองเท้าคู่สวยที่อยู่ในมือ - -
ฉันจัดแจงโยนรองเท้าผ้าใบคู่เก่าที่ใส่มาแรมปีทิ้งไปอย่างไม่แยแส
วันรุ่งขึ้น ............ ..ฉันออกเดินด้วยรองเท้าคู่ใหม่อย่างเฉิดฉาย
ยิ่งมีใครต่อใครชมว่ามันสวยนักหนาฉันก็ยิ่งปลื้มใจ
ทว่าไม่ทันข้ามวันรองเท้าเจ้ากรรมก็แผลงฤทธิ์จนฉันเดินโขยกเขยก
และเย็นวันนั้นฉันก็ต้องกลับมาบ้านพร้อม กับเท้าที่ระบม
ห า ก ชี วิ ต ค น เ ร า เ ป็ น เ ห มื อ น ก า ร เดิ น ท า ง ไ ก ล
ความรัก _________________ก็คงเป็นเหมือน "รองเท้า"
แ ท้ ที่ จ ริ ง แ ล้ ว น่ ะ น ะ
..............
ฉันว่าคนเราไม่ได้ต้องการ "รองเท้าสวย" มากไปกว่า
-- รองเท้าที่ใส่สบาย --
แต่ก็นั่นแหละ ใคร-ใครก็ย่อมชอบรองเท้าสวย-สวยด้วยกันทั้งนั้น
ถึงไม่น่าแปลกที่หลายคนมักตัดสินใจซื้อรองเท้าเพราะว่า
"มันสวย" มากกว่า "มันพอดีกับเท้า"
และแม้มันจะใส่แล้วคับไปนิด...อึดอัดไปหน่อยก็ยังไม่วางมือ
เหตุเพราะว่า_______________มันสวยถูกใจ
หรือแม้มันจะราคาแพงลิบลิ่วก็ยังอยากเป็นเจ้าของให้ได้
--- หากว่าเราต้องเดินทางอีกไกล ---
แม้จะมีรองเท้าสวยหรู ราคาแพง ยี่ห้อแบรนด์เนมมันก็คงไม่มีประโยชน์
แม้จะสวยแค่ไหนแต่ถ้ามันทำเท้าเราเจ็บ...สุดท้ายก็คงต้องถอดมันออก
เพราะถ้าขืนเราเดินทั้งเท้าเจ็บ-เจ็บเรา คงไปไม่ถึงปลายทาง
ค ว า ม รั ก ก็ เ ช่ น กั น
เราอาจใฝ่ฝันที่จะมีคนรักสวย รวย เก่ง ฉลาด เลิศ หรู
..... แต่ความจริงแล้ว ....
เราเพียงต้องการคน-คนนั้นเพื่อให้ "ตัวเราดูดีขึ้นมา" เท่านั้นเอง
ฉันว่านะ....รองเท้าที่ใส่แล้วสบายไม่จำเป็นต้องสวยเด่นอะไร
เพราะฉะนั้น
คนที่จะมาจับจูงมือเราไปตลอดทางของชีวิตก็ไม่จำเป็น
ต้องเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดจนใครนึกอิจฉา
แต่ขอเพียงเป็น...คนที่เค้ารักเรา ดูแลเรา ดีต่อเรา เข้าใจเรา ไม่ทำให้เราเจ็บ
ไม่ทำให้เสียใจ ซะมากกว่า...
บางที...การใส่รองเท้าที่เดินแล้วสบายมันอาจทำให้เรามีความสุขมากกว่า
เพราะฉันเชื่อว่ามันจะพาเราไปจนถึงจุดหมาย
โดยที่เราไม่ต้องเจ็บเท้า และนึกอยากจะโยนมันทิ้งไปเสีย ให้รู้แล้วรู้รอด
ตลอดการเดินทาง.. .....
ที่มาของบทความ fwm.
23 กันยายน 2552
วิธีสังเกตว่าความรักเป็นรักแท้
วิธีสังเกตว่าความรักเป็นรักแท้
1. ต้องมีความรู้สึกได้สัมผัส กับความสุขร่วมกับคน ๆ นั้น เมื่ออยู่ด้วยกันก็จะมีความสุขมาก ไม่เคยเบื่อที่มีเขาอยู่ใกล้ ๆ และเมื่อยามที่เขาห่างไกลไม่ได้เห็นหน้า ก็จะรู้สึกเหงา ๆ และคิดถึง ไม่ใช่พอเขาหันหลังให้ ก็กระโดดโลดเต้นดีใจ
2. ต้องให้ความเคารพนับถือคน ๆนั้น ถ้าจะรักใครสักคน แล้วตั้งหน้าดูถูกไม่เคยให้ความเคารพ ในความเป็นเขา แล้วคนอื่น ๆ จะเคารพคน ๆ นั้น ของเราได้อย่างไรและเราจะภูมิใจหรือ กับการที่ได้รักใคร่กับคนที่ใคร ๆ เขาดูถูก
3. ต้องรู้สึกว่าคน ๆ นั้นเป็นที่พึ่งได้ เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในชีวิต ก็มั่นใจว่าเขาจะอยู่เคียงข้างเพื่อคอยช่วยเหลือ
4. ต้องเชื่อมั่นว่าถ้ามีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน สัมพันธภาพก็ยังคงดำเนินต่อไป เพราะคนเราย่อมผิดพลาดกันได้ ถ้ารู้จักอภัยกันมันก็อยู่กันทน
5. ต้องเข้าถึงความต้องการอารมณ์ และความรู้สึกของคน ๆ นั้นอย่างถ้ารู้ว่าชอบจะอยู่คนเดียวตามลำพังบ้าง ก็ควรเปิดโอกาสได้อยู่กับตัวเอง ด้วยความเต็มใจ
6. ต้องมีความรู้สึกต้องตาต้องใจในสรีระของคน ๆ นั้น ไม่ว่าจะต้องเสน่ห์ในความเป็นหญิงกำยำ หรือในความล้านจนขึ้นเงาวับบนหัวเขา มันก็มีส่วนในความรักเหมือนกัน
7. ต้องรู้สึกว่าเรา สามารถจะพูดคุยกับคน ๆ นั้นได้ทุกเรื่องอย่างเปิดอก สามารถที่จะขุดความรู้สึกส่วนลึกในหัวใจ ขึ้นมาพูดได้ ไม่ใช่ต้องปิดบังความรู้สึกส่วนนั้นไว้ เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกมาแล้ว เราจะอับอายหรือไม่ก็กลัวว่าเขาได้ยิน แล้วจะเดินหายไปจากชีวิต
8. ต้องรู้สึกว่าคน ๆ นั้นเป็นของมีค่าในมือ ถ้าไม่มีเขาสักคน ชีวิตของเราก็สูญของมีค่าไป
9. ต้องรู้สึกเต็มใจที่มีส่วนร่วมกับคนๆ นั้นในหลาย ๆ ด้าน เป็นต้นว่าความคิดอารมณ์ และเวลาแต่ไม่ใช่ร่วมกับเขาไปหมด จนเขาไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเอง
10. ต้องรู้สึกอยากมีส่วนร่วมอยากรับฟังทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่ดี หรือเป็นสิ่งที่ทุกข์ ที่เรียกว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข เพราะคนที่ต้องการแต่จะร่วมสุข นั่นหมายถึงว่าคุณไม่ได้มีรักแท้กับคนๆนั้น
ลองนำไปสังเกตความรักของคุณดูได้ ว่าเป็นรักแท้แบบไหน.
ใครที่กำลังมีความรัก วันนี้มีวิธีสังเกตว่าความรักที่มีอยู่นั้น เป็นรักแท้หรือเปล่ามาให้อ่านกัน...
1. ต้องมีความรู้สึกได้สัมผัส กับความสุขร่วมกับคน ๆ นั้น เมื่ออยู่ด้วยกันก็จะมีความสุขมาก ไม่เคยเบื่อที่มีเขาอยู่ใกล้ ๆ และเมื่อยามที่เขาห่างไกลไม่ได้เห็นหน้า ก็จะรู้สึกเหงา ๆ และคิดถึง ไม่ใช่พอเขาหันหลังให้ ก็กระโดดโลดเต้นดีใจ
2. ต้องให้ความเคารพนับถือคน ๆนั้น ถ้าจะรักใครสักคน แล้วตั้งหน้าดูถูกไม่เคยให้ความเคารพ ในความเป็นเขา แล้วคนอื่น ๆ จะเคารพคน ๆ นั้น ของเราได้อย่างไรและเราจะภูมิใจหรือ กับการที่ได้รักใคร่กับคนที่ใคร ๆ เขาดูถูก
3. ต้องรู้สึกว่าคน ๆ นั้นเป็นที่พึ่งได้ เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ขึ้นในชีวิต ก็มั่นใจว่าเขาจะอยู่เคียงข้างเพื่อคอยช่วยเหลือ
4. ต้องเชื่อมั่นว่าถ้ามีปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน สัมพันธภาพก็ยังคงดำเนินต่อไป เพราะคนเราย่อมผิดพลาดกันได้ ถ้ารู้จักอภัยกันมันก็อยู่กันทน
5. ต้องเข้าถึงความต้องการอารมณ์ และความรู้สึกของคน ๆ นั้นอย่างถ้ารู้ว่าชอบจะอยู่คนเดียวตามลำพังบ้าง ก็ควรเปิดโอกาสได้อยู่กับตัวเอง ด้วยความเต็มใจ
6. ต้องมีความรู้สึกต้องตาต้องใจในสรีระของคน ๆ นั้น ไม่ว่าจะต้องเสน่ห์ในความเป็นหญิงกำยำ หรือในความล้านจนขึ้นเงาวับบนหัวเขา มันก็มีส่วนในความรักเหมือนกัน
7. ต้องรู้สึกว่าเรา สามารถจะพูดคุยกับคน ๆ นั้นได้ทุกเรื่องอย่างเปิดอก สามารถที่จะขุดความรู้สึกส่วนลึกในหัวใจ ขึ้นมาพูดได้ ไม่ใช่ต้องปิดบังความรู้สึกส่วนนั้นไว้ เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกมาแล้ว เราจะอับอายหรือไม่ก็กลัวว่าเขาได้ยิน แล้วจะเดินหายไปจากชีวิต
8. ต้องรู้สึกว่าคน ๆ นั้นเป็นของมีค่าในมือ ถ้าไม่มีเขาสักคน ชีวิตของเราก็สูญของมีค่าไป
9. ต้องรู้สึกเต็มใจที่มีส่วนร่วมกับคนๆ นั้นในหลาย ๆ ด้าน เป็นต้นว่าความคิดอารมณ์ และเวลาแต่ไม่ใช่ร่วมกับเขาไปหมด จนเขาไม่เหลือความเป็นตัวของตัวเอง
10. ต้องรู้สึกอยากมีส่วนร่วมอยากรับฟังทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้นมันเป็นสิ่งที่ดี หรือเป็นสิ่งที่ทุกข์ ที่เรียกว่าร่วมทุกข์ร่วมสุข เพราะคนที่ต้องการแต่จะร่วมสุข นั่นหมายถึงว่าคุณไม่ได้มีรักแท้กับคนๆนั้น
ลองนำไปสังเกตความรักของคุณดูได้ ว่าเป็นรักแท้แบบไหน.
14 กันยายน 2552
กำลังใจให้คนที่คิดว่า"ไม่มีหวัง
" เพื่อนหลายคนชอบถามผมว่า ผมชนะใจเธอได้ยังไง
"เธอ"หมายถึงภรรยาของผม
ผมเรียนหนังสือห้องเดียวกับเธอตอนชั้นมัธยม
เราต่างกันราวฟ้ากับดิน
ผมไม่หล่อ เรียนหนังสือไม่เอาไหน เป็นนักฟุตบอลโรงเรียนที่ไม่มีอะไรเด่น
เธอเป็นนักเรียนเรียนดี เรียบร้อย หน้าตาดูดี
ผมนั่งดูเธอรับรางวัลเรียนดีปีแล้วปีเล่า
ในขณะที่ผมต้องลุ้นทุกปีว่าผมจะสอบผ่านหมดไหม
ผมรู้ว่าผมไม่เคยอยู่ในสายตาเธอเลย
แต่เธอไม่เคยรังเกียจหรือดูหมิ่นผม
ผมคุยด้วย เธอก็คุย
ถามคำ เธอตอบคำ
ผมเฝ้ามองเธออยู่เป็นปีปี จนบอกกับตัวเองและเพื่อนทีมฟุตบอลว่า ผมแน่ใจว่าชอบเธอ
เพื่อนๆบอกว่า หมามองจรวด
ผมไม่สนใจ วาเลนไทน์ปีนั้น
ผมให้กุหลาบและเขียนการ์ดสั้นๆว่า
"ผมชอบคุณ"
หลังวาเลนไทน์คราวนั้น เธอยังทำตัวปรกติ
ไม่ได้แสดงอารมณ์พิเศษกับผม
ผมคุยด้วย เธอก็คุย เรียบๆเหมือนเคย
ผมไม่ท้อถอย ตอนเช้าไปรับเธอหน้าประตูโรงเรียน
ตอนเย็นไปส่งเธอขึ้นรถกลับบ้านทุกวัน
โทรศัพท์ถึงเธอตรงเวลาทุกคืน
ไม่ได้คุยอะไรมากมาย เพียงจะบอกราตรีสวัสดิ์
จบมัธยม เราแยกย้ายกันไปเรียนมหาลัย
ผมยังติดต่อเธอสม่ำเสมอ
เมื่อคิดถึง ผมไปหาเธอที่บ้าน ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนด้วยกัน
เธอบอกว่าไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วง
ผมไม่เคยโต้แย้ง
ตลอดเวลาร่วม10ปี ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้บ่งบอกว่าเราเป็นแฟนกัน เราคุยกัน ถามทุกข์สุขกัน รู้ความเป็นไปของกันและกัน
ผมบอกจริงๆว่า ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าจะชนะใจเธอไหม
ทุกอย่างที่ผมทำให้เธอ เพราะใจผมอยากทำ
เธอเองไม่ได้แสดงอาการมีใจให้ผมเห็น
แต่ก็ไม่เคยรังเกียจ คุยกับผมตลอด
ผมรู้ว่า จะถอย ต่อเมื่อเธอตัดสินใจกับใครไปแล้วเท่านั้น
จนเมื่อจบมหาลัย ทำงานแล้ว
ผมจึงมีโอกาสชวนเธอไปกินข้าว คุยกันบ้าง
ผมถามเธอว่า ความสัมพันธ์ของเรา จะมีโอกาสเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นแฟนไหม
เธอตอบผมว่า เธอคุยกับผมมา10ปี ไม่ใช่เธอให้โอกาสผมมาตลอดหรือ
นับแต่วันนั้น เธอยังคงนิ่งๆ แต่ผมรู้ว่าผมมีโอกาส
อีก3ปีต่อมา เราก็แต่งงานกัน
ผมถามเธอว่า ทำไมถึงเลือกผม เธอมีคนให้เลือกอีกหลายคน
เราต่างกันหลายอย่าง
ผมหลงใหลกีฬา เธอไม่สนใจเลย
ผมไม่อ่านหนังสือ เธออ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า
ผมเฮฮากับคนหมู่มากได้ดี เธอสนุกตามมารยาท
เธอตอบผมว่า นิสัยที่ต่างกัน มันปรับเข้าหากันได้
แต่ผมเป็นคนที่รักเธออย่างที่เธอเป็น จริงใจกับเธอเสมอมา ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเธอ ทำสิ่งดีดีให้เธอมาตลอด
ทุกวันนี้ ผมมีความสุขอยู่กับเธอ
ผมเล่าเรื่องนี้ เพื่อให้กำลังใจ ทุกคนที่คิดว่า "ไม่มีหวัง"
จงจริงใจกับคนรักของคุณเถอะ
ผมเชื่อว่า สิ่งดีดีจะเกิดกับคุณ
ที่มา : ไท
"เธอ"หมายถึงภรรยาของผม
ผมเรียนหนังสือห้องเดียวกับเธอตอนชั้นมัธยม
เราต่างกันราวฟ้ากับดิน
ผมไม่หล่อ เรียนหนังสือไม่เอาไหน เป็นนักฟุตบอลโรงเรียนที่ไม่มีอะไรเด่น
เธอเป็นนักเรียนเรียนดี เรียบร้อย หน้าตาดูดี
ผมนั่งดูเธอรับรางวัลเรียนดีปีแล้วปีเล่า
ในขณะที่ผมต้องลุ้นทุกปีว่าผมจะสอบผ่านหมดไหม
ผมรู้ว่าผมไม่เคยอยู่ในสายตาเธอเลย
แต่เธอไม่เคยรังเกียจหรือดูหมิ่นผม
ผมคุยด้วย เธอก็คุย
ถามคำ เธอตอบคำ
ผมเฝ้ามองเธออยู่เป็นปีปี จนบอกกับตัวเองและเพื่อนทีมฟุตบอลว่า ผมแน่ใจว่าชอบเธอ
เพื่อนๆบอกว่า หมามองจรวด
ผมไม่สนใจ วาเลนไทน์ปีนั้น
ผมให้กุหลาบและเขียนการ์ดสั้นๆว่า
"ผมชอบคุณ"
หลังวาเลนไทน์คราวนั้น เธอยังทำตัวปรกติ
ไม่ได้แสดงอารมณ์พิเศษกับผม
ผมคุยด้วย เธอก็คุย เรียบๆเหมือนเคย
ผมไม่ท้อถอย ตอนเช้าไปรับเธอหน้าประตูโรงเรียน
ตอนเย็นไปส่งเธอขึ้นรถกลับบ้านทุกวัน
โทรศัพท์ถึงเธอตรงเวลาทุกคืน
ไม่ได้คุยอะไรมากมาย เพียงจะบอกราตรีสวัสดิ์
จบมัธยม เราแยกย้ายกันไปเรียนมหาลัย
ผมยังติดต่อเธอสม่ำเสมอ
เมื่อคิดถึง ผมไปหาเธอที่บ้าน ไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนด้วยกัน
เธอบอกว่าไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่เป็นห่วง
ผมไม่เคยโต้แย้ง
ตลอดเวลาร่วม10ปี ความสัมพันธ์ของเราไม่ได้บ่งบอกว่าเราเป็นแฟนกัน เราคุยกัน ถามทุกข์สุขกัน รู้ความเป็นไปของกันและกัน
ผมบอกจริงๆว่า ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าจะชนะใจเธอไหม
ทุกอย่างที่ผมทำให้เธอ เพราะใจผมอยากทำ
เธอเองไม่ได้แสดงอาการมีใจให้ผมเห็น
แต่ก็ไม่เคยรังเกียจ คุยกับผมตลอด
ผมรู้ว่า จะถอย ต่อเมื่อเธอตัดสินใจกับใครไปแล้วเท่านั้น
จนเมื่อจบมหาลัย ทำงานแล้ว
ผมจึงมีโอกาสชวนเธอไปกินข้าว คุยกันบ้าง
ผมถามเธอว่า ความสัมพันธ์ของเรา จะมีโอกาสเปลี่ยนจากเพื่อนเป็นแฟนไหม
เธอตอบผมว่า เธอคุยกับผมมา10ปี ไม่ใช่เธอให้โอกาสผมมาตลอดหรือ
นับแต่วันนั้น เธอยังคงนิ่งๆ แต่ผมรู้ว่าผมมีโอกาส
อีก3ปีต่อมา เราก็แต่งงานกัน
ผมถามเธอว่า ทำไมถึงเลือกผม เธอมีคนให้เลือกอีกหลายคน
เราต่างกันหลายอย่าง
ผมหลงใหลกีฬา เธอไม่สนใจเลย
ผมไม่อ่านหนังสือ เธออ่านทุกอย่างที่ขวางหน้า
ผมเฮฮากับคนหมู่มากได้ดี เธอสนุกตามมารยาท
เธอตอบผมว่า นิสัยที่ต่างกัน มันปรับเข้าหากันได้
แต่ผมเป็นคนที่รักเธออย่างที่เธอเป็น จริงใจกับเธอเสมอมา ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเธอ ทำสิ่งดีดีให้เธอมาตลอด
ทุกวันนี้ ผมมีความสุขอยู่กับเธอ
ผมเล่าเรื่องนี้ เพื่อให้กำลังใจ ทุกคนที่คิดว่า "ไม่มีหวัง"
จงจริงใจกับคนรักของคุณเถอะ
ผมเชื่อว่า สิ่งดีดีจะเกิดกับคุณ
ที่มา : ไท
08 กันยายน 2552
วาเลนไทน์ครั้งสุดท้าย
“แนนๆ ใกล้วาเลนไทน์แล้วนะ....” จอย เพื่อนร่วมงานของแนนหันมาคุย ขณะแนนกำลังง่วนอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะตัวเอง
“อืม...วาเลนไทน์อีกแล้วสินะ” แนนเงยหน้าขึ้นสบตาจอยพลางยิ้มพูดเบาๆ
วาเลนไทน์...14 กุมภาพันธ์ วันที่กุหลาบทั่วโลกบานพร้อมกัน วันที่ความรักงอกงามได้เร็วกว่าทุกวัน และเป็นวันที่กามเทพแผงศร ให้หลายๆคู่ได้สมหวัง แต่คงไม่ใช่แนน...เธอคนนี้แน่นอน
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ความแออัดและตึกสูงในเมืองหลวง...มีหมู่บ้านจัดสรรเล็กๆกำลังก่อตัวขึ้น ก่อตัวขึ้นพร้อมกับความรัก ความรักของเขาและเธอ
“เธอๆ มาเล่นก่อกองทรายด้วยกันมั้ย” เด็กผู้ชายตัวเล็กๆหน้าตามอมแมมกำลังนั่งเล่นบนกองทรายสูงท่วมหัว
“เธอชื่ออะไร เราชื่อเอ” เด็กผู้ชายแนะนำตัวเองก่อน พลางกระโดดลงมาจากกองทราย
“ฉันชื่อแนน” เด็กผู้หญิงแนะนำตัวเองบ้างพลางค่อยๆนั่งลง ทั้งคู่ค่อยๆก่อกองทราย เด็กผู้หญิงวิ่งไปเอาน้ำมารดให้ทรายเปียกชุ่ม เด็กผู้ชายค่อยๆเอาเศษไม้เกลี่ยให้ดินทรายที่เปียกค่อยๆก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง จนได้เค้าโครงของปราสาททรายที่ต้องการ
“เอ เดี๋ยวแนนประดับปราสาททรายเองนะ” เด็กผู้หญิงวิ่งมาพร้อมกับก้อนหินสีสวยในกำมือ วางลงข้างๆปราสาททรายที่กำลังจะอวดโฉมออกมาเป็นรูปเป็นร่าง
“แนนๆ ตรงนี้เป็นห้องของแนนนะ ห้องของเจ้าหญิงงัย ส่วนตรงนี้เป็นห้องของเอ......อันนี้เป็นห้องประชุมนะ” เอพูดพลางชี้ไปเรื่อยๆบนปราสาททราย.....กองทรายแห่งความฝัน
“เอๆ ต้องทำสวนดอกไม้ตรงนี้ด้วย เจ้าหญิงต้องมีสวนดอกไม้นะ” แนนพูดแย้งขึ้นพลางชี้ไปตรงด้านหน้าปราสาททราย
“แนนอยากได้สวนอะไร....อยากได้ดอกไม้อะไร” เอพูด เงยหน้าขึ้นมองหน้าแนนอย่างใจจดใจจ่อ
“เอาดอกอะไรดี...เอ ช่วยแนนคิดหน่อยสิ” แนนมองหน้าเอด้วยแววตาใสซื่อ เด็กตัวเล็กๆสองคนกำลังสวมบทเจ้าหญิงและเจ้าชายกันอยู่
“อืม...เจ้าหญิงต้องเหมาะกับดอกกุหลาบนะ” เอพูดพลางทำท่าคิด
“ตกลงๆ สวนดอกกุหลาบนะ เราจะทำสวนดอกกุหลาบที่ลานหน้าปราสาทของเรา” แนนพูดพลางยิ้ม ค่อยๆเกลี่ยทรายให้เรียบเพื่อทำเป็นลาน....ทั้งคู่สร้างปราสาททรายแห่งความฝันของพวกเขาอยู่นาน....นานจนกระทั่ง
“เอ ไปได้แล้ว พ่อเสร็จงานแล้วลูก” เจ้าของโครงการบ้านจัดสรรเดินมาสะกิดลูกชายตัวเองเบาๆ
“พ่อๆ ให้เอเล่นกันแนนอีกแป๊บนะ” ลูกชายออดอ้อนพ่อของตัวเอง
“หน่า ไปได้แล้ว เดี๋ยววันหลังมาเล่นใหม่ก็ได้นี่” พ่อของเขานั่งยองลง อธิบายให้ลูกชายฟังพลางลูบหัวเบาๆ
“ตกลงครับ เดี๋ยวให้เอบอกแนนก่อนนะ” เด็กผู้ชายตัวมอมแมมพูดพลางวิ่งกลับหลังไปหาเพื่อนของเขา
“แนน เดี๋ยวพรุ่งนี้เอมาหานะ พรุ่งนี้เอจะเอาดอกกุหลาบมา มาทำสวนกุหลาบให้แนนนะ” เอพูดพลางชี้นิ้วลงตรงลานหน้าปราสาททราย
“ตกลงๆ พรุ่งนี้เจอกันนะ” แนนยิ้มพูดพลางพยักหน้า เด็กสองคนเล่นกันช่างดูน่ารักเสียนี่กระไร
ทุกวัน เอและแนนจะมานั่งก่อปราสาททรายด้วยกัน ก่อสร้างความหวังบนมิตรภาพและความรัก ระหว่างลูกชายเจ้าของโครงการบ้านจัดสรรและลูกสาวนายช่างใหญ่
“แนนๆ เมื่อวานแม่เราสอนให้เราเขียนหนังสือด้วยแหละ” เด็กผู้ชายเสื้อผ้ามอมแมมคลุกฝุ่นและทรายเปียกเงยหน้าขึ้นมองเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่วิ่งเข้ามา
“ไหนๆ แม่ของเอสอนเขียนคำว่าอะไร” แนนถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“แม่เอสอนเขียนหลายคำ แต่เอจำได้คำเดียว” เอพูดพลางทำเสียงเศร้าๆ เอคงอยากจำทุกคำมาเขียนให้แนนดู
“เอจำคำไหนได้ เขียนให้แนนดูหน่อยสิ” แนนพูด เอค่อยๆก้มลงข้างๆกองทราย หยิบเศษไม้เล็กๆปักลงบนผืนทรายที่เพิ่งผ่านฝนเมื่อคืนแล้วตวัดเป็นจังหวะเพียงชั่วครู่ ปรากฎเป็นตัวอักขระลายเส้นบิดพลิ้ว คำว่า รัก ปรากฎบนผืนทรายราบเรียบที่เกาะตัวเหนียวด้วยหยดน้ำ เด็กตัวเล็กๆสองคนยืนมองด้วยความตื่นเต้น
“อ่านว่าอะไร เอ” แนนพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้นและแปลกใจ
“อ่านว่า รัก” เอพูดกระซิบข้างหูแนนเบาๆ
“เหรอ อ่านว่ารักเหรอ....สอนแนนเขียนหน่อยสิ นะๆๆๆ” แนนพูดพลางเกาะแขนออดอ้อนเอ
“มานี่ๆ เอจะสอน” เอพูดพลางหยิบเศษไม้เล็กๆให้แนนจับไว้ มือเอและมือแนนจับประสานกัน ตวัดบนกองทรายให้เกิดเป็นอักขระบิดพริ้ว
“นี่ไง แนนเขียนได้แล้ว ดีใจจังเลย” แนนพูดพลางหันหลังกลับไปกอดเอด้วยความดีใจ
“มันแปลว่าอะไรเหรอ เอ” แนนยังคงสงสัยไม่หายในความหมายของมัน
“เอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แม่บอกว่ามันมีความหมายมากนะ มากจนอธิบายไม่ได้” ใช่สิ...ความหมายมันคงมากมายเกินกว่าเด็กห้าขวบจะรู้ หรือแม้แต่คนบางคนใช้เวลาทั้งชีวิต ก็ไม่อาจรู้ว่าคำว่ารักคืออะไร....
“สักวัน เราจะรู้ความหมายมัน แม่เอบอก” เอพูดพลางหันไปมองแนน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่ยืนข้างๆตน
“อืม สักวันนะ” แนนพูดพลางหันมายิ้มให้กับเอ ใช่ สักวันแนนและเอคงรู้ความหมายของมัน......
“โอ๊ย...เจ็บ” เด็กผู้หญิงผมเปียพูดขึ้นพลางจับผมเปียของตัวเองด้วยสีหน้าเซ็งๆ เธอโดนเพื่อนแกล้งดึงเปียผมของเธอประจำ
“ใครดึงผมเปียแนน” เด็กผู้ชายนั่งข้างๆเธอหันขวับกลับไปมองแทบจะพร้อมกันกับเจ้าของผมเปีย เห็นเด็กผู้ชายวัยเดียวกันสามคนนั่งอยู่ข้างหลังหัวเราะกันคิกคักพลางชี้นิ้วมาที่แนน
“ทำไมๆ ข้าดึงเอง จะทำไม” หนึ่งในเด็กสามคนพูดพลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
“แกล้งผู้หญิง หน้าตัวเมีย” เอยืนขึ้นชี้หน้าด่า
“แล้วจะทำไม” เด็กทั้งสามกรูกันมายืนหน้าเอ ถีบโต๊ะเรียนกระจัดกระจายคนละทิศคนละทาง
“ไม่เอาเอ อย่าไปยุ่งกับพวกนั้น” แนนพูดพลางเกาะแขนเอไว้แน่น เอเอามือจับแขนแนนออกจากตัวทันที...
ปั้ง...หนึ่งหมัดปล่อยออกไป คล้ายเป็นการประกาศสงครามของคนสองกลุ่ม ทั้งสามคนกรูเข้ามารุมเอคล้ายหมาป่ากำลังรุมขยุ้มเหยื่อ โต๊ะเรียนที่กระจัดกระจาย ข้าวของทั้งของเอและแนนตกกระจายเกลื่อนกลาดคนละทิศคนละทาง
“หยุด!!” เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง...มีอำนาจมากพอจะทำให้ทั้งสี่คนหยุดการตะลุมบอนกัน
“พวกเธอทำอะไรกัน อันธพาลกันใหญ่แล้วนะ” ครูประจำชั้นเข้ามาห้ามทัพหมาป่าขยุ้มเหยื่อ แม้จะห้ามทัพได้ แต่ก็ได้ปรากฎเลือดไหลซิบๆที่คิ้วและโหนกแก้มของเอ
“เอ เจ็บมั้ย” แนนวิ่งเข้ามาทันทีที่ครูประจำชั้นเดินออกไป
“ไม่เจ็บหรอก” เอพูดพลางก้มหน้าหลบสายตาแนน
“ไม่เจ็บอะไร เลือดไหลใหญ่แล้ว ไปห้องพยาบาลนะ แนนจะทำแผลให้” แนนพูดพลางดึงตัวเอออกจากห้องเรียนไป เลือดไหลเป็นทางลงมาจากคิ้วและโหนกแก้มเปรอะเปื้อนเสื้อนักเรียนสีขาวของเอ
“โอ๊ย...เจ็บ อย่าจับสิ” เอพูดโพล่งขึ้นขณะที่แนนกำลังกดดูความลึกของบาดแผล...แต่แนนกลับยิ้มออก
“โอ๊ย แสบ” เอโอดครวญด้วยความเจ็บปวดทันทีเมื่อแนนค่อยๆกดสำลีชุบแอลกอฮอลงบนแผลของเอ
“แสบก็ทนสิ อยากหาเรื่องเค้านี่นา” แนนพูดพลางยิ้ม ค่อยๆเช็ดแผลบนใบหน้าของเอช้าๆอย่างระมัดระวัง
ทุกครั้งที่มีคนแกล้งแนน เอจะยืดอกปกป้องแนนเสมอ แม้จะต้องเจ็บตัวหรือตกอยู่ในภาวะเป็นรองก็ตามที....
“แนนๆ แฮปวาเลนไทน์นะ” ชายหนุ่มวัยรุ่นแต่งตัวภูมิฐานพูดห้วนๆพลางยืนกุหลาบแดงให้กับมือหญิงสาว
“อีตาบ๊อง อย่ามาทำหวานใส่ฉันหน่า” แนนพูดกวนๆพลางยิ้ม เอได้แต่ยืนม้วนด้วยความอาย
“อ้าว ก็วันนี้วันวาเลนไทน์ ทำหวานให้เจ้าหญิงของตัวเองสักหน่อยจะเป็นอะไรไป” เอพูดพลางยิ้ม ทำไมหนุ่มวัยรุ่นเวลาอายนี่ดูตลกดีแท้ ทั้งมือทั้งแขนแทบจะไม่มีที่เก็บ สงสัยถ้าแทรกแผ่นดินหนีได้คงหนีหายไปแล้ว
“หวานกับเค้าก็เป็นเหรอ เดี๋ยวนี้พัฒนาขึ้นนะ” แนนพูดพลางยื่นมือไปหยิกจมูกเอด้วยความเขิน เอยังคงพยายามสำรวมอาการเขินอยู่
“เอรักแนนนะ” เอพูดพลางจับมือแนนขึ้นมาเขียนรูปหัวใจไว้ที่ฝ่ามือ ตอนนี้แนนเริ่มหน้าแดงขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังพยายามกลบเกลื่อนสีหน้าตัวเอง
“เหรอ....เขียนคำว่ารักตรงนี้ ดูไม่ซึ้งเลย” แนนพยายามบ่ายเบี่ยง ไม่เลิกแหย่เอ
“เดี๋ยวสักวัน เอจะเขียนไว้ตรงหัวใจแนนเลยนะ” เอพูดประหม่า มองหน้าแนนพลางเอื้อมมือดึงตัวแนนเข้ามาโอบกอดไว้แน่น....สักวัน เอจะเขียนคำว่ารักไว้ในหัวใจแนนเลย.....
ใต้ต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศร่มรื่น มีโต๊ะหินอ่อนวางเรียงรายเป็นแนว มีนักศึกษาจับกลุ่ม บ้างคุยกัน บ้างอ่านหนังสือ บ้างหยอกล้อกินขนมกัน...
“เอ เย็นนี้แนนไปทำวิทยานิพนธ์กับเพื่อนนะ” แนนพูดพลางเก็บหนังสือ
“ไปทำวิทยานิพนธ์กับใคร” เอเงยหน้าขึ้นมองแนนทันที
“ไปกับกิ๊ฟกับฝนหนะ นะๆๆๆ” แนนพูดพลางเดินไปนั่งข้างๆเอ เขย่าแขนเหมือนเด็กอ้อนวอนผู้ใหญ่
“ให้เอไปส่งมั้ย เอว่างนะ” เอพูดพลางยิ้ม ลูบผมแนนเบาๆ
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฝนเอารถมา” แนนพูดพลางซบหน้าลงบนบ่าของเอ
“นี่ แล้วกินข้าวเสร็จแล้วอย่าลืมกินยาล่ะ เข้าใจมั้ย กลับถึงบ้านก็อย่าลืมโทรมาบอกด้วย” เอพูดพลางจ้องหน้าแนนด้วยสีหน้าจริงจัง
“ค่ะ หัวหน้า สั่งจริงๆเลย” แนนพูดพลางยิ้ม เอามือหยิกจมูกเอด้วยความเขิน
“กิ๊ฟๆ แฟนแกเป็นงัยบ้าง” ฝนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในรถ ขณะที่ตนอยู่หลังพวงมาลัย
“ปวดหัวสุดๆ เจ้าชู้เป็นบ้าเลย” กิ๊ฟพูดปัดๆคล้ายกับไม่ค่อยพอใจในแฟนตัวเองนัก
“ทำไมไม่เลิกๆไปสิ จะได้ไม่กลุ้ม” ฝนเสนอความเห็น มองหน้ากิ๊ฟผ่านกระจกมองหลัง
“หน่า....ให้โอกาสสักครั้ง” กิ๊ฟพูดพลางซบหน้าลงที่กระจกหันหน้ามองออกนอกรถด้วยอาการเอือมระอา
“โอกาสสักครั้ง รอบที่ล้าน” เสียงหัวเราะดังขึ้นเกือบพร้อมกันทั้งรถ
“แล้วแนนล่ะ แหม...เจ้าชายเธอเอาใจเธอดีนะ” ฝนพูดขึ้นพลางหันไปมองแนนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
“โอ๊ย รายนั้นไม่รู้กี่ปีแล้ว ยังจับไม่ได้สักทีว่ามีกิ๊กเก็บไว้ที่ไหน” แนนพูดยิ้มพลางหันไปมองหน้าฝน
“แปลได้สองอย่าง...ถ้าแฟนเธอไม่รักเธอคนเดียว เค้าก็เก่งมากที่หลอกเธอมานานหลายปี” เสียงหัวเราะดังขึ้นแทบจะพร้อมกันทั่วรถ
“เอี๊ยยดดด.....” เสียงเบรกลากล้อดังยาวจากด้านข้างตัวรถ คนทั้งรถหันไปมองแทบจะพร้อมกัน รถบรรทุกฝ่าไฟแดงพุ่งเข้าชนรถเก๋งของฝนอย่างจัง แรงอัดทำให้กระจกทุกบานแตกละเอียด ห้องโดยสารด้านหน้าฝั่งคนนั่งยุบเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด....ร่างไร้สติของแนนยังคงสงบนิ่งติดอยู่ในรถเก๋งขนาดสองตอน มัจจุราชอาจฉุดวิญญาณเธอออกจากร่างได้ทุกเมื่อ
“แนนๆ” เสียงกระซิบเบาๆดังข้างหู ทำให้แนนค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมา
“อยู่ไหน....โอ๊ย เจ็บ” แนนค่อยๆอ้าปากพูด แต่ไม่ชัดนัก เฝือกขาวถูกแต่งแต้มถามร่างกายของแนนคล้ายกับเป็นเครื่องประดับ
“ใจเย็นๆ แนน เธอสลบไปสองเดือน” .....สองเดือน สองเดือน แนนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง. ...ฝนค่อยๆอธิบายเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้แนนฟัง.....
“แล้ว สรุปว่าฉันเจ็บคนเดียวใช่มั้ย” แนนพยายามพูด เสียงพูดของแนนแทบจะไม่ได้ยิน
“อืม...” ฝนพยักหน้าเบาๆ กำมือแนนไว้นิ่งๆ
“เอ ล่ะ เออยู่ไหน” แนนเพิ่งนึกขึ้นได้ แฟนเธออยู่ไหน
“เอมาหาเธอครั้งเดียว วันแรกที่ชน แล้วหายไปเลย” ฝนพูดพลางลูบหัวแนนเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะ ไม่มีเอ เราก็อยู่กันได้ จริงมั้ยเพื่อน” ฝนพยายามพูดปลอบใจแนน
“อืม...” น้ำตาค่อยๆกลั่นตัวหยดลงมาจากนัยน์ตาของแนน คำพูดของฝนตอนคุยกันในรถคงจะเป็นความจริง....เขาเก่งมากจริงๆ เก่งมากที่หลอกแนนมาหลายปี เก่งมากที่หลอกว่ามีแนนคนเดียว.....ทำไมผู้ชายทั้งโลกถึงนิสัยเหมือนกันหมดเลย เสียดายเวลาที่อยู่ด้วยกัน เสียดายความรักที่มอบให้.....เสียดาย เสียดาย เสียดาย
“คุณแนน ค่อยๆก้าวนะครับ ช้าๆ” บุรุษพยาบาลพยายามพยุงแนนขึ้นเดิน แนนยังคงไม่หายเจ็บดี ยังคงต้องทำการกายภาพบำบัดอีก
“ระวังล้มนะครับ จับผมไว้ดีๆ” บุรุษพยาบาลเดินช้าๆเพื่อให้แนนเกาะแขนเดินตามช้าๆ.....ทำไมบุรุษพยาบาลถึงไม่ใช่เอนะ....ทำไม ทำไม ทำไม
“คุณบุรุษพยาบาลค่ะ นี่ฉันสลบไปนานถึงขั้นต้องกายภาพบำบัดกันเลยเหรอ” แนนถามด้วยความสงสัย
“โห คุณไม่ได้เดินสามเดือนนี่ มันนานนะครับ” บุรุษพยาบาลตอบด้วยความสุภาพ
“จะว่าอะไรมั้ยค่ะ ถ้าจะถามชื่อเล่น คือถ้าเรียกว่าคุณบุรุษพยาบาล เกรงว่ามันจะยาวไป” แนนพูดพลางยิ้ม
“ผมชื่อ กอล์ฟ ครับ” บุรุษพยาบาลตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงเรียบๆ
นับจากวันนั้น แนนและกอล์ฟเริ่มสนิทกัน ทุกเย็นกอล์ฟจะพาแนนออกไปทำกายภาพบำบัด ไม่นานแนนก็สามารถเดินเองได้และออกจากโรงพยาบาลในที่สุด....
“คุณแนนค่ะ น้ำดื่มค่ะ” พยาบาลชุดขาวเดินถือแก้วน้ำมาวางข้างๆเธอ ขณะเธอนั่งรอกอล์ฟที่ล็อบบี้ของโรงพยาบาล เธอได้แต่พยักหน้าและยิ้มให้ด้วยไมตรี
“กอล์ฟๆ ไปกินข้าวกัน” แนนพูดทันทีที่เห็นกอล์ฟเดินออกมา มีพยาบาลหลายคนยกมือไหว้แนน แนนก็ได้แต่รับไหว้ด้วยสีหน้างงเล็กน้อย
“ไปสิครับ” กอล์ฟพูดพลางค้อมตัวลงผายมือไปที่ห้องอาหารของทางโรงพยาบาล ดูกอล์ฟค่อนข้างสุภาพและให้เกียรติแนนมาก....มากจนน่าแปลกใจ ท่าทางโรงพยาบาลนี้จะเข้มงวดเรื่องมารยาทกับพยาบาลมาก แนนและกอล์ฟสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ....จนบางครั้งแนนก็อยากให้กอล์ฟมาแทนที่เอ
บ่อยครั้งที่แนนคิดถึงเอ เอก็ไม่โทรมา
บ่อยครั้งที่แนนอยากคุยกับเอ เอก็ไม่ติดต่อมา
บ่อยครั้งที่แนนนั่งเหงา อยากให้เอนั่งเป็นเพื่อน แต่เอก็ไม่ปรากฎตัว
เอ....เอ....เอ เอหายไปไหน
ไหนล่ะ หัวใจที่เอบอกว่าจะให้แนน
ไหนล่ะ หัวใจที่เอเคยเขียนไว้บนฝ่ามือแนน
มันคงหายไปแล้ว....หายไปพร้อมกับเอ
หายไปพร้อมกับผู้ชายโกหก....ผู้ชายเจ้าชู้
ทำไมผู้ชายเหมือนกันทั้งโลก.....ทำไม ทำไม ทำไม
ใกล้วาเลนไทน์เข้าไปทุกที ปีนี้ไม่เหมือนกับปีก่อนๆ ไม่มีเอคอยให้ดอกกุหลาบแดง ไม่มีอีตาบ๊องทำท่าเขินอายให้ดู
“แนนๆ วาเลนไทน์ปีนี้ ว่างหรือเปล่าครับ” เสียงกอล์ฟดังตามสายโทรศัพท์
“ว่างค่ะ ทำไมค่ะ” แนนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“พอดีผมมีของจะให้แนนนะครับ เดี๋ยววันวาเลนไทน์บ่ายสามโมงเจอกันที่สยามนะครับ” กอล์ฟเสนอความเห็น
“ตกลงค่ะ” แนนพูดพลางกดวางสาย สีหน้าแววตาเปี่ยมด้วยความหวัง....หวังว่ากอล์ฟคงจะมาแทนที่เอได้เสียที
วันวาเลนไทน์ วันที่กุหลาบแดงบานสะพรั่งพร้อมกันทั่วโลก แม้ในลานที่สยามหรือที่วัยรุ่นเรียกกันสั้นๆว่า “เซนเตอร์พอยต์” ยังถูกละเลงด้วยดอกกุหลาบสีแดง...นักเรียน นักศึกษาต่างถือกุหลาบแดงในมือเดินกันขวักไขว่ทั่วลาน
“ขอโทษค่ะ มาสาย” แนนพูดพลางยิ้มก่อนดึงเก้าอี้ออกมานั่ง
“ไม่เป็นอะไรครับ” กอล์ฟพูดพลางยิ้ม
“อืม...ว่าแต่มีอะไรจะให้แนนเหรอ” แนนพูดพลางจ้องตากอล์ฟ...หากกอล์ฟมีพิรุธ แนนจะจับได้ทันที
“อันนี้ของแนนนะครับ” ดอกกุหลาบสีแดงถูกดึงออกมาจากถุงอย่างช้าๆ วางลงบนโต๊ะอย่างนิ่มนวล
“หมายความว่ายังไงค่ะ จะขอหัวใจแนนเหรอ” แนนพูดติดตลกพลางยิ้ม เธอคิดว่าเธออ่านเกมส์ออกหมด
“ผมคงไม่กล้าขอหัวใจแนนหรอก” กอล์ฟพูดพลางยิ้ม แต่กลับทำให้แนนงง
“อ้าว...แล้วกุหลาบสีแดงนี่...” ไม่ทันแนนจะพูดจบ กอล์ฟต่อคำพูดของเขาทันที
“ผมไม่กล้าขอหัวใจแนนหรอกครับ เพราะหัวใจของแนนไม่ใช่ของแนน” ปั้ง...เหมือนมีแผ่นเหล็กหนาหลายฟุตทุบลงกลางศีรษะ แนนเริ่มงงกับความหมายขึ้นไปทุกที...มันแปลว่าอะไร???
“หัวใจของคุณ คือเจ้าของกุหลาบดอกนี้” กอล์ฟพูดต่อ....แนนทำหน้างงๆไม่เข้าใจความหมายแม้แต่นิดเดียว
“ตอนคุณประสบอุบัติเหตุเข้ามาที่โรงพยาบาล คุณเสียเลือดมาก...หัวใจคุณเต้นอ่อนจนแทบจะล้มเหลว พวกผมและหมอพยายามเยียวยาจนถึงที่สุด” กอล์ฟเริ่มอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น.....เรื่องที่แนนไม่เคยรู้
“มีผู้ชายคนนึง วิ่งเข้ามาบอกว่าเป็นแฟนคุณ เขาบอกให้ช่วยคุณให้ได้ เสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่า...เขายอมจ่ายไม่อั้น ไม่ว่าทางเราจะขออะไร เขาจะจัดหาให้หมด.....คำพูดของเขาทำให้ผมประทับใจมาก” กอล์ฟหยุดพูดชั่วครู่...แนนรู้ทันทีว่ากอล์ฟหมายถึงเอ
“ผมยอมแลกทุกอย่างกับชีวิตเธอ - เขายอมแลกทุกอย่างกับชีวิตคุณ” กอล์ฟพูดพลางจ้องหน้าแนนนิ่ง แต่แนนยังคงทำสีหน้างงอยู่
“เขายอมทุกอย่างจริงๆ ทีแรกหมอบอกว่าทางเราหาเลือดไม่พอให้คุณ เขาวิ่งตามหาเลือดให้คุณไปทั่วทุกโรงพยาบาล แต่กลับไม่พบว่ามีเลือดถุงไหนที่ตรงกับเลือดคุณ” กอล์ฟพูดด้วยน้ำเสียงปกติ สายตามองไร้จุดหมาย
“สุดท้ายเราตรวจเลือดของเขา พบว่าตรงกับของคุณพอดี เขาบอกให้ทางเราเอาไป เอาไปให้คุณ....ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะเป็นอย่างไร ขอแค่คุณปลอดภัยก็พอ” กอล์ฟหยุดพูดชั่วครู่พยายามกลั้นน้ำตา....แต่นัยน์ตาแนนเริ่มเจิ่งนองไปด้วยน้ำใสๆ
“ต่อมา...ตอนพวกผมถ่ายเลือดให้คุณ หัวใจคุณเต้นอ่อนลงเรื่อยๆ จนหมอต้องเดินออกไปบอกให้เขาทำใจ.....ทำใจว่าเขาจะต้องเสียคุณ” กอล์ฟพยายามเล่าต่อไปเรื่อยๆด้วยน้ำเสียงปกติ นัยน์ตาแนนเริ่มแดงก่ำ
“เขาถามหมอว่า เธอต้องการอะไร.....” ใช่ เอถามหมอว่าแนนต้องการอะไร
“เธอต้องการ หัวใจครับ หัวใจเธอเต้นไม่ปกติ การสูบฉีดล้มเหลว เราหาเลือดให้เธอช้าไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เธอต้องการคือ หัวใจ” หมอหวังว่าเอคงจะเลิกหวังในตัวแนน...หยุดเล่นเกมกับมัจจุราชเสียที
“ตกลง ผมหาให้ – เขาตอบสั้นๆโดยไม่ลังเลเลย” ตกลงผมหาให้....เอจะหาหัวใจให้แนน ทั้งๆที่รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้...เขาไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวเพื่อจะทำให้เธอ
“คุณรู้มั้ย ว่าคำพูดของเขาทำให้ผมและหมออึ้งกันไปหมด โรงพยาบาลยังหาหัวใจให้คุณไม่ได้ เขาจะมีปัญญาที่ไหนหาหัวใจให้คุณได้” กอล์ฟพูดพลางพยายามหลบสายตาแนน....ตอนนี้กอล์ฟเริ่มกลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้ว
“เขาถามเลขบัญชีของโรงพยาบาลกับหมอ....เขาไม่ได้โอนเงินมาซื้อหัวใจเทียมให้คุณ แต่เขาโอนมาตั้งมูลนิธิการกุศลให้โรงพยาบาล มูลนิธิช่วยเหลือผู้ป่วยด้านหัวใจเทียม “นานา” คุณดูดีๆ คำว่า แนน และ เอ ถ้าเขียนติดกัน มันคือ “นานา” นี่คือความปรารถนาสุดท้ายของเขา – เขาอยากให้ตัวเขาเองเป็นคนสุดท้ายที่ไม่ได้อยู่กับคนที่เขารัก...เพราะไม่มีหัวใจเทียมสำรอง” เปี๊ยง....แนนโดนสะกิดต่อมความจำเข้าเต็มเปา...เธอเคยเห็นป้ายมูลนิธิขึ้นหราที่โรงพยาบาล แต่เธอไม่เคยเฉลียวใจสักนิด...มิน่า ทำไมหมอและพยาบาลต้องให้เกียรติและดูแลเธอดีเสียจนน่าแปลกใจ ทั้งๆที่เธอไม่มีส่วนได้เสียกับโรงพยาบาลแม้แต่บาทเดียว
“ทันทีที่มีการยืนยันว่าเงินเข้าบัญชีทางโรงพยาบาล เขาก็ยิงตัวตายในห้องน้ำโรงพยาบาลครับ ทิ้งโน้ตไว้ว่า มอบหัวใจให้เธอ - เขามอบหัวใจของเขาให้คุณ” ทันทีที่กอล์ฟพูดจบ แนนปล่อยโฮออกมาเหมือนไม่มีใครอยู่ข้างๆ โต๊ะรอบข้างหันมามองแนนเป็นตาเดียว....เอคือเจ้าของหัวใจ หัวใจที่อยู่ในร่างของแนน
“เขายอมแลกทุกอย่างกับคุณจริงๆ” กอล์ฟพูดพลางวางของทั้งหมดที่เอเคยฝากไว้กับทางโรงพยาบาลคืนให้กับแนน มีทั้งเครื่องเล่นเทป ม้วนเทป จดหมาย.....
“ผมคงไม่กล้าขอหัวใจคุณหรอก หัวใจคุณเป็นของเขา หัวใจเขาเป็นของคุณ” ใช่ หัวใจเอเป็นของแนน เป็นของแนนจริงๆ...ตอนนี้หัวใจแนนตายไปเรียบร้อยแล้ว ตายไปพร้อมกับเอ ตายไปพร้อมกับผู้ชายที่ยอมทุกอย่างเพื่อเธอ
“กุหลาบดอกนี้ เขาบอกผมก่อนไปเข้าห้องน้ำว่า...วาเลนไทน์ที่จะถึง รบกวนซื้อกุหลาบสีแดงให้คุณสักดอก ขอแค่ดอกเดียวก็พอ...เป็นคำขอร้องครั้งสุดท้ายของเขา” กอล์ฟพูดพลางเช็ดน้ำตา นั่งนิ่งๆสักพักก่อนลุกจากโต๊ะไป....ทิ้งแนนนั่งนิ่งอยู่เพียงลำพัง
“เอรักแนนนะ” “เอรักแนนนะ” “เอรักแนนนะ” คำพูดซ้ำๆดังมาจากเครื่องเล่นเทป เป็นคำพูดเดียวกันที่พูดกันซ้ำโดยไม่มีการตัดต่อทั้งเทป.....เทป 120 นาทีโดยมีเพลงประกอบเบาๆ แนนค่อยๆคลี่จดหมายออกอ่าน....จดหมายที่มีเนื้อความเพียงบรรทัดเดียว
“หัวใจเอ...เขียนคำว่ารักไว้ เขียนให้แนนคนเดียว”
“อืม...วาเลนไทน์อีกแล้วสินะ” แนนเงยหน้าขึ้นสบตาจอยพลางยิ้มพูดเบาๆ
วาเลนไทน์...14 กุมภาพันธ์ วันที่กุหลาบทั่วโลกบานพร้อมกัน วันที่ความรักงอกงามได้เร็วกว่าทุกวัน และเป็นวันที่กามเทพแผงศร ให้หลายๆคู่ได้สมหวัง แต่คงไม่ใช่แนน...เธอคนนี้แน่นอน
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ความแออัดและตึกสูงในเมืองหลวง...มีหมู่บ้านจัดสรรเล็กๆกำลังก่อตัวขึ้น ก่อตัวขึ้นพร้อมกับความรัก ความรักของเขาและเธอ
“เธอๆ มาเล่นก่อกองทรายด้วยกันมั้ย” เด็กผู้ชายตัวเล็กๆหน้าตามอมแมมกำลังนั่งเล่นบนกองทรายสูงท่วมหัว
“เธอชื่ออะไร เราชื่อเอ” เด็กผู้ชายแนะนำตัวเองก่อน พลางกระโดดลงมาจากกองทราย
“ฉันชื่อแนน” เด็กผู้หญิงแนะนำตัวเองบ้างพลางค่อยๆนั่งลง ทั้งคู่ค่อยๆก่อกองทราย เด็กผู้หญิงวิ่งไปเอาน้ำมารดให้ทรายเปียกชุ่ม เด็กผู้ชายค่อยๆเอาเศษไม้เกลี่ยให้ดินทรายที่เปียกค่อยๆก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง จนได้เค้าโครงของปราสาททรายที่ต้องการ
“เอ เดี๋ยวแนนประดับปราสาททรายเองนะ” เด็กผู้หญิงวิ่งมาพร้อมกับก้อนหินสีสวยในกำมือ วางลงข้างๆปราสาททรายที่กำลังจะอวดโฉมออกมาเป็นรูปเป็นร่าง
“แนนๆ ตรงนี้เป็นห้องของแนนนะ ห้องของเจ้าหญิงงัย ส่วนตรงนี้เป็นห้องของเอ......อันนี้เป็นห้องประชุมนะ” เอพูดพลางชี้ไปเรื่อยๆบนปราสาททราย.....กองทรายแห่งความฝัน
“เอๆ ต้องทำสวนดอกไม้ตรงนี้ด้วย เจ้าหญิงต้องมีสวนดอกไม้นะ” แนนพูดแย้งขึ้นพลางชี้ไปตรงด้านหน้าปราสาททราย
“แนนอยากได้สวนอะไร....อยากได้ดอกไม้อะไร” เอพูด เงยหน้าขึ้นมองหน้าแนนอย่างใจจดใจจ่อ
“เอาดอกอะไรดี...เอ ช่วยแนนคิดหน่อยสิ” แนนมองหน้าเอด้วยแววตาใสซื่อ เด็กตัวเล็กๆสองคนกำลังสวมบทเจ้าหญิงและเจ้าชายกันอยู่
“อืม...เจ้าหญิงต้องเหมาะกับดอกกุหลาบนะ” เอพูดพลางทำท่าคิด
“ตกลงๆ สวนดอกกุหลาบนะ เราจะทำสวนดอกกุหลาบที่ลานหน้าปราสาทของเรา” แนนพูดพลางยิ้ม ค่อยๆเกลี่ยทรายให้เรียบเพื่อทำเป็นลาน....ทั้งคู่สร้างปราสาททรายแห่งความฝันของพวกเขาอยู่นาน....นานจนกระทั่ง
“เอ ไปได้แล้ว พ่อเสร็จงานแล้วลูก” เจ้าของโครงการบ้านจัดสรรเดินมาสะกิดลูกชายตัวเองเบาๆ
“พ่อๆ ให้เอเล่นกันแนนอีกแป๊บนะ” ลูกชายออดอ้อนพ่อของตัวเอง
“หน่า ไปได้แล้ว เดี๋ยววันหลังมาเล่นใหม่ก็ได้นี่” พ่อของเขานั่งยองลง อธิบายให้ลูกชายฟังพลางลูบหัวเบาๆ
“ตกลงครับ เดี๋ยวให้เอบอกแนนก่อนนะ” เด็กผู้ชายตัวมอมแมมพูดพลางวิ่งกลับหลังไปหาเพื่อนของเขา
“แนน เดี๋ยวพรุ่งนี้เอมาหานะ พรุ่งนี้เอจะเอาดอกกุหลาบมา มาทำสวนกุหลาบให้แนนนะ” เอพูดพลางชี้นิ้วลงตรงลานหน้าปราสาททราย
“ตกลงๆ พรุ่งนี้เจอกันนะ” แนนยิ้มพูดพลางพยักหน้า เด็กสองคนเล่นกันช่างดูน่ารักเสียนี่กระไร
ทุกวัน เอและแนนจะมานั่งก่อปราสาททรายด้วยกัน ก่อสร้างความหวังบนมิตรภาพและความรัก ระหว่างลูกชายเจ้าของโครงการบ้านจัดสรรและลูกสาวนายช่างใหญ่
“แนนๆ เมื่อวานแม่เราสอนให้เราเขียนหนังสือด้วยแหละ” เด็กผู้ชายเสื้อผ้ามอมแมมคลุกฝุ่นและทรายเปียกเงยหน้าขึ้นมองเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่วิ่งเข้ามา
“ไหนๆ แม่ของเอสอนเขียนคำว่าอะไร” แนนถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“แม่เอสอนเขียนหลายคำ แต่เอจำได้คำเดียว” เอพูดพลางทำเสียงเศร้าๆ เอคงอยากจำทุกคำมาเขียนให้แนนดู
“เอจำคำไหนได้ เขียนให้แนนดูหน่อยสิ” แนนพูด เอค่อยๆก้มลงข้างๆกองทราย หยิบเศษไม้เล็กๆปักลงบนผืนทรายที่เพิ่งผ่านฝนเมื่อคืนแล้วตวัดเป็นจังหวะเพียงชั่วครู่ ปรากฎเป็นตัวอักขระลายเส้นบิดพลิ้ว คำว่า รัก ปรากฎบนผืนทรายราบเรียบที่เกาะตัวเหนียวด้วยหยดน้ำ เด็กตัวเล็กๆสองคนยืนมองด้วยความตื่นเต้น
“อ่านว่าอะไร เอ” แนนพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้นและแปลกใจ
“อ่านว่า รัก” เอพูดกระซิบข้างหูแนนเบาๆ
“เหรอ อ่านว่ารักเหรอ....สอนแนนเขียนหน่อยสิ นะๆๆๆ” แนนพูดพลางเกาะแขนออดอ้อนเอ
“มานี่ๆ เอจะสอน” เอพูดพลางหยิบเศษไม้เล็กๆให้แนนจับไว้ มือเอและมือแนนจับประสานกัน ตวัดบนกองทรายให้เกิดเป็นอักขระบิดพริ้ว
“นี่ไง แนนเขียนได้แล้ว ดีใจจังเลย” แนนพูดพลางหันหลังกลับไปกอดเอด้วยความดีใจ
“มันแปลว่าอะไรเหรอ เอ” แนนยังคงสงสัยไม่หายในความหมายของมัน
“เอก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่แม่บอกว่ามันมีความหมายมากนะ มากจนอธิบายไม่ได้” ใช่สิ...ความหมายมันคงมากมายเกินกว่าเด็กห้าขวบจะรู้ หรือแม้แต่คนบางคนใช้เวลาทั้งชีวิต ก็ไม่อาจรู้ว่าคำว่ารักคืออะไร....
“สักวัน เราจะรู้ความหมายมัน แม่เอบอก” เอพูดพลางหันไปมองแนน เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่ยืนข้างๆตน
“อืม สักวันนะ” แนนพูดพลางหันมายิ้มให้กับเอ ใช่ สักวันแนนและเอคงรู้ความหมายของมัน......
“โอ๊ย...เจ็บ” เด็กผู้หญิงผมเปียพูดขึ้นพลางจับผมเปียของตัวเองด้วยสีหน้าเซ็งๆ เธอโดนเพื่อนแกล้งดึงเปียผมของเธอประจำ
“ใครดึงผมเปียแนน” เด็กผู้ชายนั่งข้างๆเธอหันขวับกลับไปมองแทบจะพร้อมกันกับเจ้าของผมเปีย เห็นเด็กผู้ชายวัยเดียวกันสามคนนั่งอยู่ข้างหลังหัวเราะกันคิกคักพลางชี้นิ้วมาที่แนน
“ทำไมๆ ข้าดึงเอง จะทำไม” หนึ่งในเด็กสามคนพูดพลางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง
“แกล้งผู้หญิง หน้าตัวเมีย” เอยืนขึ้นชี้หน้าด่า
“แล้วจะทำไม” เด็กทั้งสามกรูกันมายืนหน้าเอ ถีบโต๊ะเรียนกระจัดกระจายคนละทิศคนละทาง
“ไม่เอาเอ อย่าไปยุ่งกับพวกนั้น” แนนพูดพลางเกาะแขนเอไว้แน่น เอเอามือจับแขนแนนออกจากตัวทันที...
ปั้ง...หนึ่งหมัดปล่อยออกไป คล้ายเป็นการประกาศสงครามของคนสองกลุ่ม ทั้งสามคนกรูเข้ามารุมเอคล้ายหมาป่ากำลังรุมขยุ้มเหยื่อ โต๊ะเรียนที่กระจัดกระจาย ข้าวของทั้งของเอและแนนตกกระจายเกลื่อนกลาดคนละทิศคนละทาง
“หยุด!!” เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลัง...มีอำนาจมากพอจะทำให้ทั้งสี่คนหยุดการตะลุมบอนกัน
“พวกเธอทำอะไรกัน อันธพาลกันใหญ่แล้วนะ” ครูประจำชั้นเข้ามาห้ามทัพหมาป่าขยุ้มเหยื่อ แม้จะห้ามทัพได้ แต่ก็ได้ปรากฎเลือดไหลซิบๆที่คิ้วและโหนกแก้มของเอ
“เอ เจ็บมั้ย” แนนวิ่งเข้ามาทันทีที่ครูประจำชั้นเดินออกไป
“ไม่เจ็บหรอก” เอพูดพลางก้มหน้าหลบสายตาแนน
“ไม่เจ็บอะไร เลือดไหลใหญ่แล้ว ไปห้องพยาบาลนะ แนนจะทำแผลให้” แนนพูดพลางดึงตัวเอออกจากห้องเรียนไป เลือดไหลเป็นทางลงมาจากคิ้วและโหนกแก้มเปรอะเปื้อนเสื้อนักเรียนสีขาวของเอ
“โอ๊ย...เจ็บ อย่าจับสิ” เอพูดโพล่งขึ้นขณะที่แนนกำลังกดดูความลึกของบาดแผล...แต่แนนกลับยิ้มออก
“โอ๊ย แสบ” เอโอดครวญด้วยความเจ็บปวดทันทีเมื่อแนนค่อยๆกดสำลีชุบแอลกอฮอลงบนแผลของเอ
“แสบก็ทนสิ อยากหาเรื่องเค้านี่นา” แนนพูดพลางยิ้ม ค่อยๆเช็ดแผลบนใบหน้าของเอช้าๆอย่างระมัดระวัง
ทุกครั้งที่มีคนแกล้งแนน เอจะยืดอกปกป้องแนนเสมอ แม้จะต้องเจ็บตัวหรือตกอยู่ในภาวะเป็นรองก็ตามที....
“แนนๆ แฮปวาเลนไทน์นะ” ชายหนุ่มวัยรุ่นแต่งตัวภูมิฐานพูดห้วนๆพลางยืนกุหลาบแดงให้กับมือหญิงสาว
“อีตาบ๊อง อย่ามาทำหวานใส่ฉันหน่า” แนนพูดกวนๆพลางยิ้ม เอได้แต่ยืนม้วนด้วยความอาย
“อ้าว ก็วันนี้วันวาเลนไทน์ ทำหวานให้เจ้าหญิงของตัวเองสักหน่อยจะเป็นอะไรไป” เอพูดพลางยิ้ม ทำไมหนุ่มวัยรุ่นเวลาอายนี่ดูตลกดีแท้ ทั้งมือทั้งแขนแทบจะไม่มีที่เก็บ สงสัยถ้าแทรกแผ่นดินหนีได้คงหนีหายไปแล้ว
“หวานกับเค้าก็เป็นเหรอ เดี๋ยวนี้พัฒนาขึ้นนะ” แนนพูดพลางยื่นมือไปหยิกจมูกเอด้วยความเขิน เอยังคงพยายามสำรวมอาการเขินอยู่
“เอรักแนนนะ” เอพูดพลางจับมือแนนขึ้นมาเขียนรูปหัวใจไว้ที่ฝ่ามือ ตอนนี้แนนเริ่มหน้าแดงขึ้นบ้างแล้ว แต่ยังพยายามกลบเกลื่อนสีหน้าตัวเอง
“เหรอ....เขียนคำว่ารักตรงนี้ ดูไม่ซึ้งเลย” แนนพยายามบ่ายเบี่ยง ไม่เลิกแหย่เอ
“เดี๋ยวสักวัน เอจะเขียนไว้ตรงหัวใจแนนเลยนะ” เอพูดประหม่า มองหน้าแนนพลางเอื้อมมือดึงตัวแนนเข้ามาโอบกอดไว้แน่น....สักวัน เอจะเขียนคำว่ารักไว้ในหัวใจแนนเลย.....
ใต้ต้นไม้ใหญ่ บรรยากาศร่มรื่น มีโต๊ะหินอ่อนวางเรียงรายเป็นแนว มีนักศึกษาจับกลุ่ม บ้างคุยกัน บ้างอ่านหนังสือ บ้างหยอกล้อกินขนมกัน...
“เอ เย็นนี้แนนไปทำวิทยานิพนธ์กับเพื่อนนะ” แนนพูดพลางเก็บหนังสือ
“ไปทำวิทยานิพนธ์กับใคร” เอเงยหน้าขึ้นมองแนนทันที
“ไปกับกิ๊ฟกับฝนหนะ นะๆๆๆ” แนนพูดพลางเดินไปนั่งข้างๆเอ เขย่าแขนเหมือนเด็กอ้อนวอนผู้ใหญ่
“ให้เอไปส่งมั้ย เอว่างนะ” เอพูดพลางยิ้ม ลูบผมแนนเบาๆ
“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวฝนเอารถมา” แนนพูดพลางซบหน้าลงบนบ่าของเอ
“นี่ แล้วกินข้าวเสร็จแล้วอย่าลืมกินยาล่ะ เข้าใจมั้ย กลับถึงบ้านก็อย่าลืมโทรมาบอกด้วย” เอพูดพลางจ้องหน้าแนนด้วยสีหน้าจริงจัง
“ค่ะ หัวหน้า สั่งจริงๆเลย” แนนพูดพลางยิ้ม เอามือหยิกจมูกเอด้วยความเขิน
“กิ๊ฟๆ แฟนแกเป็นงัยบ้าง” ฝนเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบภายในรถ ขณะที่ตนอยู่หลังพวงมาลัย
“ปวดหัวสุดๆ เจ้าชู้เป็นบ้าเลย” กิ๊ฟพูดปัดๆคล้ายกับไม่ค่อยพอใจในแฟนตัวเองนัก
“ทำไมไม่เลิกๆไปสิ จะได้ไม่กลุ้ม” ฝนเสนอความเห็น มองหน้ากิ๊ฟผ่านกระจกมองหลัง
“หน่า....ให้โอกาสสักครั้ง” กิ๊ฟพูดพลางซบหน้าลงที่กระจกหันหน้ามองออกนอกรถด้วยอาการเอือมระอา
“โอกาสสักครั้ง รอบที่ล้าน” เสียงหัวเราะดังขึ้นเกือบพร้อมกันทั้งรถ
“แล้วแนนล่ะ แหม...เจ้าชายเธอเอาใจเธอดีนะ” ฝนพูดขึ้นพลางหันไปมองแนนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ
“โอ๊ย รายนั้นไม่รู้กี่ปีแล้ว ยังจับไม่ได้สักทีว่ามีกิ๊กเก็บไว้ที่ไหน” แนนพูดยิ้มพลางหันไปมองหน้าฝน
“แปลได้สองอย่าง...ถ้าแฟนเธอไม่รักเธอคนเดียว เค้าก็เก่งมากที่หลอกเธอมานานหลายปี” เสียงหัวเราะดังขึ้นแทบจะพร้อมกันทั่วรถ
“เอี๊ยยดดด.....” เสียงเบรกลากล้อดังยาวจากด้านข้างตัวรถ คนทั้งรถหันไปมองแทบจะพร้อมกัน รถบรรทุกฝ่าไฟแดงพุ่งเข้าชนรถเก๋งของฝนอย่างจัง แรงอัดทำให้กระจกทุกบานแตกละเอียด ห้องโดยสารด้านหน้าฝั่งคนนั่งยุบเข้ามาอย่างเห็นได้ชัด....ร่างไร้สติของแนนยังคงสงบนิ่งติดอยู่ในรถเก๋งขนาดสองตอน มัจจุราชอาจฉุดวิญญาณเธอออกจากร่างได้ทุกเมื่อ
“แนนๆ” เสียงกระซิบเบาๆดังข้างหู ทำให้แนนค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้นมา
“อยู่ไหน....โอ๊ย เจ็บ” แนนค่อยๆอ้าปากพูด แต่ไม่ชัดนัก เฝือกขาวถูกแต่งแต้มถามร่างกายของแนนคล้ายกับเป็นเครื่องประดับ
“ใจเย็นๆ แนน เธอสลบไปสองเดือน” .....สองเดือน สองเดือน แนนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง. ...ฝนค่อยๆอธิบายเหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้แนนฟัง.....
“แล้ว สรุปว่าฉันเจ็บคนเดียวใช่มั้ย” แนนพยายามพูด เสียงพูดของแนนแทบจะไม่ได้ยิน
“อืม...” ฝนพยักหน้าเบาๆ กำมือแนนไว้นิ่งๆ
“เอ ล่ะ เออยู่ไหน” แนนเพิ่งนึกขึ้นได้ แฟนเธออยู่ไหน
“เอมาหาเธอครั้งเดียว วันแรกที่ชน แล้วหายไปเลย” ฝนพูดพลางลูบหัวแนนเบาๆ
“ไม่เป็นไรนะ ไม่มีเอ เราก็อยู่กันได้ จริงมั้ยเพื่อน” ฝนพยายามพูดปลอบใจแนน
“อืม...” น้ำตาค่อยๆกลั่นตัวหยดลงมาจากนัยน์ตาของแนน คำพูดของฝนตอนคุยกันในรถคงจะเป็นความจริง....เขาเก่งมากจริงๆ เก่งมากที่หลอกแนนมาหลายปี เก่งมากที่หลอกว่ามีแนนคนเดียว.....ทำไมผู้ชายทั้งโลกถึงนิสัยเหมือนกันหมดเลย เสียดายเวลาที่อยู่ด้วยกัน เสียดายความรักที่มอบให้.....เสียดาย เสียดาย เสียดาย
“คุณแนน ค่อยๆก้าวนะครับ ช้าๆ” บุรุษพยาบาลพยายามพยุงแนนขึ้นเดิน แนนยังคงไม่หายเจ็บดี ยังคงต้องทำการกายภาพบำบัดอีก
“ระวังล้มนะครับ จับผมไว้ดีๆ” บุรุษพยาบาลเดินช้าๆเพื่อให้แนนเกาะแขนเดินตามช้าๆ.....ทำไมบุรุษพยาบาลถึงไม่ใช่เอนะ....ทำไม ทำไม ทำไม
“คุณบุรุษพยาบาลค่ะ นี่ฉันสลบไปนานถึงขั้นต้องกายภาพบำบัดกันเลยเหรอ” แนนถามด้วยความสงสัย
“โห คุณไม่ได้เดินสามเดือนนี่ มันนานนะครับ” บุรุษพยาบาลตอบด้วยความสุภาพ
“จะว่าอะไรมั้ยค่ะ ถ้าจะถามชื่อเล่น คือถ้าเรียกว่าคุณบุรุษพยาบาล เกรงว่ามันจะยาวไป” แนนพูดพลางยิ้ม
“ผมชื่อ กอล์ฟ ครับ” บุรุษพยาบาลตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม น้ำเสียงเรียบๆ
นับจากวันนั้น แนนและกอล์ฟเริ่มสนิทกัน ทุกเย็นกอล์ฟจะพาแนนออกไปทำกายภาพบำบัด ไม่นานแนนก็สามารถเดินเองได้และออกจากโรงพยาบาลในที่สุด....
“คุณแนนค่ะ น้ำดื่มค่ะ” พยาบาลชุดขาวเดินถือแก้วน้ำมาวางข้างๆเธอ ขณะเธอนั่งรอกอล์ฟที่ล็อบบี้ของโรงพยาบาล เธอได้แต่พยักหน้าและยิ้มให้ด้วยไมตรี
“กอล์ฟๆ ไปกินข้าวกัน” แนนพูดทันทีที่เห็นกอล์ฟเดินออกมา มีพยาบาลหลายคนยกมือไหว้แนน แนนก็ได้แต่รับไหว้ด้วยสีหน้างงเล็กน้อย
“ไปสิครับ” กอล์ฟพูดพลางค้อมตัวลงผายมือไปที่ห้องอาหารของทางโรงพยาบาล ดูกอล์ฟค่อนข้างสุภาพและให้เกียรติแนนมาก....มากจนน่าแปลกใจ ท่าทางโรงพยาบาลนี้จะเข้มงวดเรื่องมารยาทกับพยาบาลมาก แนนและกอล์ฟสนิทกันขึ้นเรื่อยๆ....จนบางครั้งแนนก็อยากให้กอล์ฟมาแทนที่เอ
บ่อยครั้งที่แนนคิดถึงเอ เอก็ไม่โทรมา
บ่อยครั้งที่แนนอยากคุยกับเอ เอก็ไม่ติดต่อมา
บ่อยครั้งที่แนนนั่งเหงา อยากให้เอนั่งเป็นเพื่อน แต่เอก็ไม่ปรากฎตัว
เอ....เอ....เอ เอหายไปไหน
ไหนล่ะ หัวใจที่เอบอกว่าจะให้แนน
ไหนล่ะ หัวใจที่เอเคยเขียนไว้บนฝ่ามือแนน
มันคงหายไปแล้ว....หายไปพร้อมกับเอ
หายไปพร้อมกับผู้ชายโกหก....ผู้ชายเจ้าชู้
ทำไมผู้ชายเหมือนกันทั้งโลก.....ทำไม ทำไม ทำไม
ใกล้วาเลนไทน์เข้าไปทุกที ปีนี้ไม่เหมือนกับปีก่อนๆ ไม่มีเอคอยให้ดอกกุหลาบแดง ไม่มีอีตาบ๊องทำท่าเขินอายให้ดู
“แนนๆ วาเลนไทน์ปีนี้ ว่างหรือเปล่าครับ” เสียงกอล์ฟดังตามสายโทรศัพท์
“ว่างค่ะ ทำไมค่ะ” แนนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
“พอดีผมมีของจะให้แนนนะครับ เดี๋ยววันวาเลนไทน์บ่ายสามโมงเจอกันที่สยามนะครับ” กอล์ฟเสนอความเห็น
“ตกลงค่ะ” แนนพูดพลางกดวางสาย สีหน้าแววตาเปี่ยมด้วยความหวัง....หวังว่ากอล์ฟคงจะมาแทนที่เอได้เสียที
วันวาเลนไทน์ วันที่กุหลาบแดงบานสะพรั่งพร้อมกันทั่วโลก แม้ในลานที่สยามหรือที่วัยรุ่นเรียกกันสั้นๆว่า “เซนเตอร์พอยต์” ยังถูกละเลงด้วยดอกกุหลาบสีแดง...นักเรียน นักศึกษาต่างถือกุหลาบแดงในมือเดินกันขวักไขว่ทั่วลาน
“ขอโทษค่ะ มาสาย” แนนพูดพลางยิ้มก่อนดึงเก้าอี้ออกมานั่ง
“ไม่เป็นอะไรครับ” กอล์ฟพูดพลางยิ้ม
“อืม...ว่าแต่มีอะไรจะให้แนนเหรอ” แนนพูดพลางจ้องตากอล์ฟ...หากกอล์ฟมีพิรุธ แนนจะจับได้ทันที
“อันนี้ของแนนนะครับ” ดอกกุหลาบสีแดงถูกดึงออกมาจากถุงอย่างช้าๆ วางลงบนโต๊ะอย่างนิ่มนวล
“หมายความว่ายังไงค่ะ จะขอหัวใจแนนเหรอ” แนนพูดติดตลกพลางยิ้ม เธอคิดว่าเธออ่านเกมส์ออกหมด
“ผมคงไม่กล้าขอหัวใจแนนหรอก” กอล์ฟพูดพลางยิ้ม แต่กลับทำให้แนนงง
“อ้าว...แล้วกุหลาบสีแดงนี่...” ไม่ทันแนนจะพูดจบ กอล์ฟต่อคำพูดของเขาทันที
“ผมไม่กล้าขอหัวใจแนนหรอกครับ เพราะหัวใจของแนนไม่ใช่ของแนน” ปั้ง...เหมือนมีแผ่นเหล็กหนาหลายฟุตทุบลงกลางศีรษะ แนนเริ่มงงกับความหมายขึ้นไปทุกที...มันแปลว่าอะไร???
“หัวใจของคุณ คือเจ้าของกุหลาบดอกนี้” กอล์ฟพูดต่อ....แนนทำหน้างงๆไม่เข้าใจความหมายแม้แต่นิดเดียว
“ตอนคุณประสบอุบัติเหตุเข้ามาที่โรงพยาบาล คุณเสียเลือดมาก...หัวใจคุณเต้นอ่อนจนแทบจะล้มเหลว พวกผมและหมอพยายามเยียวยาจนถึงที่สุด” กอล์ฟเริ่มอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้น.....เรื่องที่แนนไม่เคยรู้
“มีผู้ชายคนนึง วิ่งเข้ามาบอกว่าเป็นแฟนคุณ เขาบอกให้ช่วยคุณให้ได้ เสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่า...เขายอมจ่ายไม่อั้น ไม่ว่าทางเราจะขออะไร เขาจะจัดหาให้หมด.....คำพูดของเขาทำให้ผมประทับใจมาก” กอล์ฟหยุดพูดชั่วครู่...แนนรู้ทันทีว่ากอล์ฟหมายถึงเอ
“ผมยอมแลกทุกอย่างกับชีวิตเธอ - เขายอมแลกทุกอย่างกับชีวิตคุณ” กอล์ฟพูดพลางจ้องหน้าแนนนิ่ง แต่แนนยังคงทำสีหน้างงอยู่
“เขายอมทุกอย่างจริงๆ ทีแรกหมอบอกว่าทางเราหาเลือดไม่พอให้คุณ เขาวิ่งตามหาเลือดให้คุณไปทั่วทุกโรงพยาบาล แต่กลับไม่พบว่ามีเลือดถุงไหนที่ตรงกับเลือดคุณ” กอล์ฟพูดด้วยน้ำเสียงปกติ สายตามองไร้จุดหมาย
“สุดท้ายเราตรวจเลือดของเขา พบว่าตรงกับของคุณพอดี เขาบอกให้ทางเราเอาไป เอาไปให้คุณ....ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะเป็นอย่างไร ขอแค่คุณปลอดภัยก็พอ” กอล์ฟหยุดพูดชั่วครู่พยายามกลั้นน้ำตา....แต่นัยน์ตาแนนเริ่มเจิ่งนองไปด้วยน้ำใสๆ
“ต่อมา...ตอนพวกผมถ่ายเลือดให้คุณ หัวใจคุณเต้นอ่อนลงเรื่อยๆ จนหมอต้องเดินออกไปบอกให้เขาทำใจ.....ทำใจว่าเขาจะต้องเสียคุณ” กอล์ฟพยายามเล่าต่อไปเรื่อยๆด้วยน้ำเสียงปกติ นัยน์ตาแนนเริ่มแดงก่ำ
“เขาถามหมอว่า เธอต้องการอะไร.....” ใช่ เอถามหมอว่าแนนต้องการอะไร
“เธอต้องการ หัวใจครับ หัวใจเธอเต้นไม่ปกติ การสูบฉีดล้มเหลว เราหาเลือดให้เธอช้าไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เธอต้องการคือ หัวใจ” หมอหวังว่าเอคงจะเลิกหวังในตัวแนน...หยุดเล่นเกมกับมัจจุราชเสียที
“ตกลง ผมหาให้ – เขาตอบสั้นๆโดยไม่ลังเลเลย” ตกลงผมหาให้....เอจะหาหัวใจให้แนน ทั้งๆที่รู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้...เขาไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียวเพื่อจะทำให้เธอ
“คุณรู้มั้ย ว่าคำพูดของเขาทำให้ผมและหมออึ้งกันไปหมด โรงพยาบาลยังหาหัวใจให้คุณไม่ได้ เขาจะมีปัญญาที่ไหนหาหัวใจให้คุณได้” กอล์ฟพูดพลางพยายามหลบสายตาแนน....ตอนนี้กอล์ฟเริ่มกลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้ว
“เขาถามเลขบัญชีของโรงพยาบาลกับหมอ....เขาไม่ได้โอนเงินมาซื้อหัวใจเทียมให้คุณ แต่เขาโอนมาตั้งมูลนิธิการกุศลให้โรงพยาบาล มูลนิธิช่วยเหลือผู้ป่วยด้านหัวใจเทียม “นานา” คุณดูดีๆ คำว่า แนน และ เอ ถ้าเขียนติดกัน มันคือ “นานา” นี่คือความปรารถนาสุดท้ายของเขา – เขาอยากให้ตัวเขาเองเป็นคนสุดท้ายที่ไม่ได้อยู่กับคนที่เขารัก...เพราะไม่มีหัวใจเทียมสำรอง” เปี๊ยง....แนนโดนสะกิดต่อมความจำเข้าเต็มเปา...เธอเคยเห็นป้ายมูลนิธิขึ้นหราที่โรงพยาบาล แต่เธอไม่เคยเฉลียวใจสักนิด...มิน่า ทำไมหมอและพยาบาลต้องให้เกียรติและดูแลเธอดีเสียจนน่าแปลกใจ ทั้งๆที่เธอไม่มีส่วนได้เสียกับโรงพยาบาลแม้แต่บาทเดียว
“ทันทีที่มีการยืนยันว่าเงินเข้าบัญชีทางโรงพยาบาล เขาก็ยิงตัวตายในห้องน้ำโรงพยาบาลครับ ทิ้งโน้ตไว้ว่า มอบหัวใจให้เธอ - เขามอบหัวใจของเขาให้คุณ” ทันทีที่กอล์ฟพูดจบ แนนปล่อยโฮออกมาเหมือนไม่มีใครอยู่ข้างๆ โต๊ะรอบข้างหันมามองแนนเป็นตาเดียว....เอคือเจ้าของหัวใจ หัวใจที่อยู่ในร่างของแนน
“เขายอมแลกทุกอย่างกับคุณจริงๆ” กอล์ฟพูดพลางวางของทั้งหมดที่เอเคยฝากไว้กับทางโรงพยาบาลคืนให้กับแนน มีทั้งเครื่องเล่นเทป ม้วนเทป จดหมาย.....
“ผมคงไม่กล้าขอหัวใจคุณหรอก หัวใจคุณเป็นของเขา หัวใจเขาเป็นของคุณ” ใช่ หัวใจเอเป็นของแนน เป็นของแนนจริงๆ...ตอนนี้หัวใจแนนตายไปเรียบร้อยแล้ว ตายไปพร้อมกับเอ ตายไปพร้อมกับผู้ชายที่ยอมทุกอย่างเพื่อเธอ
“กุหลาบดอกนี้ เขาบอกผมก่อนไปเข้าห้องน้ำว่า...วาเลนไทน์ที่จะถึง รบกวนซื้อกุหลาบสีแดงให้คุณสักดอก ขอแค่ดอกเดียวก็พอ...เป็นคำขอร้องครั้งสุดท้ายของเขา” กอล์ฟพูดพลางเช็ดน้ำตา นั่งนิ่งๆสักพักก่อนลุกจากโต๊ะไป....ทิ้งแนนนั่งนิ่งอยู่เพียงลำพัง
“เอรักแนนนะ” “เอรักแนนนะ” “เอรักแนนนะ” คำพูดซ้ำๆดังมาจากเครื่องเล่นเทป เป็นคำพูดเดียวกันที่พูดกันซ้ำโดยไม่มีการตัดต่อทั้งเทป.....เทป 120 นาทีโดยมีเพลงประกอบเบาๆ แนนค่อยๆคลี่จดหมายออกอ่าน....จดหมายที่มีเนื้อความเพียงบรรทัดเดียว
“หัวใจเอ...เขียนคำว่ารักไว้ เขียนให้แนนคนเดียว”
26 สิงหาคม 2552
แม่กูสอน
เพื่อน ๆ บอกผมว่า
ทำไมมึงดูหน้าตาไม่ค่อยฉลาด แต่เรียนเก่งจังวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้ขยันแล้วก็ตั้งใจเรียน
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมพอมึงมีตังค์ มึงชอบเอาไปทำบุญ แจกเด็ก เลี้ยงพระวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้รู้จักแบ่งปันคนอื่น ถึงเราจะมีตังค์น้อย แต่ก็มีคนอื่นที่เขาลำบากกว่าเรา
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงชอบเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แล้วไม่เคยเห็นมึงป่วยนอนโรงพยาบาลเลยวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้กูออกกำลังกาย จะได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย ๆ เพราะเรามีตังค์น้อย เจ็บป่วยจะลำบาก
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงอารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่โกรธใครบ้างเลยหรือไงวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้เป็นคนอารมณ์ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุข แล้วจะสบายใจกันทุกคน
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงพูดกับคนอื่น ดูสุภาพ อ่อนน้อม ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลุงแก่ ๆ เป็นเด็กเสริฟอาหาร
หรือแม้แต่ขอทานที่มึงให้เศษตังค์แล้วเขาอวยพรให้มึง ทำไมมึงต้องขอบคุณขอทานวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้พูดดี ๆ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เราพูดดี ๆ กับเขา เขาก็จะได้พูดดี ๆ กับเรา
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมพี่ ๆ น้อง ๆ มึงตั้งหลายคน ทำไมรักใคร่กันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลยวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้พี่น้องรักกันทุกคน เพราะหมากับแมวที่อยู่บ้านเดียวกัน มันยังรักกันได้
ทำไมพี่น้องกัน จะรักกันไม่ได้
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงถึงรักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง มากมายนักวะ
ผมบอกเพื่อนว่า
แม่กูสอน ให้กูสำนึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของพระมหากษัติรย์ ทุกพระองค์
แม่กูสอน ให้กูรู้จักคำว่า จงรักภักดี ตั้งแต่กูยังไม่รู้ความหมาย จนทุกวันนี้ กูรู้แล้วว่า
คำว่า จงรักภักดี นั้น ยิ่งใหญ่เพียงใด
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมแม่มึงถึงสอนอะไรมึงมากมายจังเลยวะ
ผมบอกเพื่อนว่า
ที่กูเป็นกูอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะ ' แม่กูสอน '
แม่กูสอนอะไร กูทำตามแม่กูสอนทุกอย่าง
มีอย่างเดียวที่แม่กูไม่ได้สอน แต่กูทำ แล้วกูทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว
แม่กูไม่ได้สอนให้รักแม่ แต่......กูรักแม่ว่ะ
ใครไม่รัก..................กูรัก
fw mail
ทำไมมึงดูหน้าตาไม่ค่อยฉลาด แต่เรียนเก่งจังวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้ขยันแล้วก็ตั้งใจเรียน
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมพอมึงมีตังค์ มึงชอบเอาไปทำบุญ แจกเด็ก เลี้ยงพระวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้รู้จักแบ่งปันคนอื่น ถึงเราจะมีตังค์น้อย แต่ก็มีคนอื่นที่เขาลำบากกว่าเรา
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงชอบเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แล้วไม่เคยเห็นมึงป่วยนอนโรงพยาบาลเลยวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้กูออกกำลังกาย จะได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย ๆ เพราะเรามีตังค์น้อย เจ็บป่วยจะลำบาก
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงอารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่โกรธใครบ้างเลยหรือไงวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้เป็นคนอารมณ์ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุข แล้วจะสบายใจกันทุกคน
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงพูดกับคนอื่น ดูสุภาพ อ่อนน้อม ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลุงแก่ ๆ เป็นเด็กเสริฟอาหาร
หรือแม้แต่ขอทานที่มึงให้เศษตังค์แล้วเขาอวยพรให้มึง ทำไมมึงต้องขอบคุณขอทานวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้พูดดี ๆ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เราพูดดี ๆ กับเขา เขาก็จะได้พูดดี ๆ กับเรา
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมพี่ ๆ น้อง ๆ มึงตั้งหลายคน ทำไมรักใคร่กันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลยวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้พี่น้องรักกันทุกคน เพราะหมากับแมวที่อยู่บ้านเดียวกัน มันยังรักกันได้
ทำไมพี่น้องกัน จะรักกันไม่ได้
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงถึงรักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง มากมายนักวะ
ผมบอกเพื่อนว่า
แม่กูสอน ให้กูสำนึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของพระมหากษัติรย์ ทุกพระองค์
แม่กูสอน ให้กูรู้จักคำว่า จงรักภักดี ตั้งแต่กูยังไม่รู้ความหมาย จนทุกวันนี้ กูรู้แล้วว่า
คำว่า จงรักภักดี นั้น ยิ่งใหญ่เพียงใด
เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมแม่มึงถึงสอนอะไรมึงมากมายจังเลยวะ
ผมบอกเพื่อนว่า
ที่กูเป็นกูอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะ ' แม่กูสอน '
แม่กูสอนอะไร กูทำตามแม่กูสอนทุกอย่าง
มีอย่างเดียวที่แม่กูไม่ได้สอน แต่กูทำ แล้วกูทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว
แม่กูไม่ได้สอนให้รักแม่ แต่......กูรักแม่ว่ะ
ใครไม่รัก..................กูรัก
fw mail
ดอกไม้ .... ของนายก้อนหิน
ผมรู้จัก..ผู้หญิงคนหนึ่ง..ด้วยความบังเอิญ
แต่ผมบอกตัวเองว่า..เป็นเพราะ..พรหมลิขิต
ผมพบเธอ..ที่ริมบึงขนาดใหญ่..หน้ามหาวิทยาลัย
ขณะที่..ผมกำลังไปวิ่งออกกำลังกาย
เธอกำลังง่วนอยู่กับผืนผ้าใบ .. และภาพอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ผมยาว..ที่ถูกรวบเป็นมวยด้านหลัง..ถูกปักด้วยพู่กันอันโต.. แทนปิ่นปักผม
เสื้อกล้ามสีขาว.. สร้อยข้อมือเต็มแขน
กางเกงยีนส์สีซีด..และรองเท้าผ้าใบโทรมๆ
เธอคงดูเป็นผู้หญิงเรียนศิลปะ..เซอเซอ..จนไม่น่าดู
หากไม่เพราะ..ใบหน้าที่งดงาม..ราวภาพวาดของจิตรกรเอกนั้น
เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่สวย ....หากไม่พิศมองอย่างดี
แต่เธอก็ดูน่ารักมาก..ในสายตาผม
ผมบอกตัวเองว่า..หากผมวิ่งวนกลับมาอีกรอบ..แล้วเจอเธอ
ผม..จะเข้าไปคุยด้วย
วันนี้ ....จู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่ง..เข้ามาคุยกับฉัน
เขาเรียนวิศวะ .. ท่าทางเป็นหนุ่มเจ้าสำอางเชียว
แต่ดูท่าทาง..จะเป็นที่รู้จักในคณะน่าดูนะ
เพราะตอนที่ช่วยฉัน..หอบอุปกรณ์วาดรูป..มาส่งที่รถ
มีรุ่นน้อง..มาทักเยอะเชียว
ยิ่งรู้จัก.. ผมยิ่งรู้สึกว่า..เธอน่ารักครับ
เธอเป็นรุ่นน้องผม 1 ปี ..แต่ก็ไม่เคยเรียกผมว่า "พี่"..ซักคำ
เธอบอกว่า.. เรารู้จักกันในฐานะเพื่อน.. ไม่ใช่รุ่นพี่.. รุ่นน้อง
เพราะเธอขี้เกียจนอบน้อม..ให้ผม .. อย่างที่รุ่นน้องในคณะเป็นกัน
ก็แหม..เคยเป็นประธานเชียร์นี่ครับ ..รุ่นน้องก็ต้องเกรง..เป็นธรรมดา
เธอเป็นผู้หญิง..ที่ใจดีมากครับ
ทุกวันเสาร์..เธอจะไปสอนศิลปะ..ให้เด็กกำพร้า
และวันไหนที่ว่าง..ก็จะไปอ่านนิทานอัดเทป..ให้เด็กๆ ตาบอดฟัง
ตอนนี้..ผมมั่นใจแล้วครับว่า..ผมชอบเธอมาก
แถมภูมิใจมาก..ที่คนที่ผมชอบ..เป็นคนดีมากด้วย
เขาเป็นผู้ชาย..ที่ใช้ได้ทีเดียวแหละ
อย่างน้อย..ก็รู้จักเทคแคร์ผู้หญิง..
มากกว่า..เพื่อนที่คณะของฉัน..เยอะทีเดียว
แล้วก็เป็นคนมุ่งมั่นดี ..
เขาตั้งใจเรียนมากเลยนะ .. ไม่เคยขาดเรียนเลย
เล่นเอาฉันรู้สึกผิด .. ที่โดดเรียน..เป็นว่าเล่น
แล้วก็เป็นคนขยันทำกิจกรรม..ของมหาวิทยาลัย ..ซึ่งฉันไม่คิดจะทำ
ต่างกันจริงแฮะ..ฉันกับเขา
วันนี้..เธอชวนผม....ไปขับรถเล่นครับ
เธอบอกว่า..อยากไปอุทยานแห่งชาติ..ที่อยู่ไม่ไกลจากมหาลัยนัก
แต่ก็เป็นร้อยกิโล..เลยนะครับ
ผมมองมอเตอร์ไซต์เก่าๆ.. โทรมๆ.. ของผมแล้ว .... ก็ยากจะไปถึงครับ
เธอทำหน้าขรึม..แล้วยื่นกุญแจรถของเธอ..ให้ผม
บ้านเธอรวยครับ ..เธอมีรถยนต์ส่วนตัวใช้
ผมรู้สึกได้ทันทีว่า..เธอกำลังไม่สบายใจ
รถไปได้เดี๋ยวเดียว..เธอก็ร้องไห้โฮเลยครับ
ผมเลยรู้ว่า..เธอขี้แยไม่เบา
เรื่องของเรื่อง..ที่เธอกลุ้มใจ..ก็คือ ..
ที่บ้านเธอ..ไม่ยอมมาเยี่ยมเธอในวันนี้..ตามที่นัดไว้ครับ
เพราะน้องชาย..ไม่สบายนิดหน่อย
ผมขำไม่ออก
เพราะท่าทางเธอเสียใจ..กับเรื่องที่ผมเห็นว่า..เป็นสิ่งเล็กน้อยนี้มาก
จึงได้แต่เงียบ.. แล้วก็เล่าเรื่องของผม..ให้เธอฟังบ้าง
ฉันไม่กล้าฟูมฟาย..เลยทีเดียว
เมื่อเขาเล่าเรื่องครอบครัวของเขา..ให้ฉันฟัง
เขาเล่าให้ฟังว่า..
พ่อกับแม่ของเขา....เลิกกัน
และเขาก็ไม่เชิงว่า..มีใครเลี้ยง..
เพราะอยู่กับพ่อบ้าง ....อยู่กับแม่บ้าง ..อยู่กับญาติบ้าง
และแต่ละที่..ก็ไม่ใช่ที่ของเขา
เพราะทุกคน..ต่างมีครอบครัว..ของตัวเอง
อยู่ที่ไหน..เขาก็เหมือนเป็นแค่..คนอาศัย
ตอนนี้..เขาอาศัย....การได้ทุนการศึกษา..
และค่าใช้จ่าย..ที่พี่สาวส่งให้นิดหน่อย..ดำรงชีวิต
เพื่อก้าวไปยังเส้นทาง..ที่สบายขึ้น
ฉันทึ่งมาก..ที่เขาเข้มแข็ง ..และไม่ร้องไห้..กับโชคชะตาของตนเอง
ตั้งใจเรียน ..ไม่เกเร ....
ฉันโชคดีกว่าเขา..เยอะมากทีเดียว ..
สงสารเขาจังแฮะ
เธอบอกผมว่า ..
บางที..ถ้าผมเสียใจ ..ผมควรจะร้องไห้บ้าง
เพราะถ้าไม่ร้องเสียบ้าง ....
ความเสียใจต่างๆ.. จะถูกสะสมเป็น..ตะกอนในหัวใจ..ของผมเอง
แล้วท้ายที่สุด ..หัวใจของผม..จะกลายเป็น .." ก้อนหิน"
แม้จะแข็งแกร่ง .... และผมจะไม่มีวันเสียใจอีก
แต่มันจะทำให้..คนใกล้ตัวของผม..บอบช้ำ..ยามโดนผมกระทบ
ผมก็เลยบอกเธอว่า ..
ผมเห็นเธอเป็น.. ดอกไม้..ของนายก้อนหิน
ดอกไม้..ที่ช่วยมาเติมความอ่อนหวาน..
ให้กับก้อนหิน..ที่ไม่ค่อยมีค่า..ก้อนนี้
สรุปแล้ว..วันนั้น.. เราก็ไปไหน..ไม่ได้ไกล
เพราะทันที..ที่เห็นทุ่งนาเขียวขจีกว้างไกล ..
เธอก็ขอให้ผม..หยุดรถ
แล้วลงไปวิ่ง ..เหมือนไล่คว้าอะไรบางอย่าง
เธอบอกว่า.. เธอกำลังวิ่งไล่จับ .." ความฝัน"
วันนี้..เขารับปริญญา ..ฉันอาสาเป็นตากล้อง
ครอบครัวเขา..มีแม่..มาแค่คนเดียว
แต่บ้านฉัน..มากันทั้งบ้านเลยแหละ
พ่อแม่ .... และน้องชายฉัน..ชอบเขามาก
ก็ดีแล้วล่ะ ..เพราะฉันอยากให้เขา..ได้รับความอบอุ่นในครอบครัว
อย่างที่ฉัน..ได้รับมาเสมอบ้าง
ฉันอยากให้เขา..มีความสุข
เพราะความสุขของเขา..ก็เป็นความสุขของฉัน..เหมือนกัน
วันนี้....เราสนุกสนานกันใหญ่..
เหล่าเด็ก..อย่างพวกเรา..
พาคนสูงวัย 3 คน..ไปปล่อยแก่กัน..ในคาราโอเกะทั้งคืน
ก็ไม่ได้จ่ายเองนี่ .. พ่อแม่มาทั้งที.. นี่นา
แม่ของเขา..เข้ากับแม่ของฉัน..ได้ดีทีเดียว
ผมได้ทุนจากมหาวิทยาลัย..ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น
เหงามากครับ..
ทั้งที่ผมเคยชินกับความเหงา..มาตลอดชีวิต .. ก่อนที่จะพบเธอ
ผมหลีกเลี่ยงความเหงา..
โดยการตั้งใจเรียน ..เวลาว่าง..ก็ทำงานพิเศษ
ผมเก็บเงินได้ก้อนโต..ทีเดียวครับ
คิดว่า..พอเรียนจบกลับไป....จะไปขอเธอหมั้นไว้ก่อน
เธออีเมล์..มาเล่าให้ฟังว่า ..
เธอได้งาน..ในบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์..แห่งหนึ่ง
กำลัง..สนุกกับงาน
อีกไม่กี่เดือน..เขาก็จะกลับมาแล้ว
เห็นบอกว่า..เอาแต่เรียน..กับทำงาน .... จนไม่มีเวลาใช้เงิน ..
แหม..คงรวยใหญ่
ฉันเอง..ก็กำลังสนุกกับงานที่ทำ
อาจเหงาบ้าง.. แต่อีกไม่กี่เดือน..คงหายเหงา
พ่อเพิ่งซื้อคอนโดไว้ให้ ..กำลังตกแต่ง
พ่อกับแม่..วางแผนไว้เสร็จสรรพว่า..
พอเขากลับมา..จะยัดเยียดลูกสาว..ให้ทันที
แล้วให้ย้ายไปอยู่คอนโดใหม่ซะ
พ่อกับแม่..ให้เหตุผลว่า..
อพาร์ทเม้นที่ฉันอยู่..มันไม่ค่อยปลอดภัย..
สำหรับ..การอยู่คนเดียวนัก
วันนี้..ผมได้รับจดหมาย..จากที่บ้านของเธอ
เดาได้ว่า..เธอคงยังไม่รู้เรื่องแน่ๆ
พ่อกับแม่ของเธอ..เขียนจดหมายมาบอกว่า..
ให้ผม..กลับไปรับลูกสาว..ไปจากอกท่านด่วน
พร้อมกับซื้อคอนโดไว้..เป็นค่าสินสอดให้แล้ว
ถ้าผมจะเรียกร้องอะไรอีก..ก็ขอให้บอก
ขอเพียงช่วยรับลูกสาวท่าน..ไปเลี้ยงดูแทนก็พอ
พร้อมกับ..ส่งเอกสารโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมาด้วย
ที่บ้านของเธอ..น่ารักอย่างนี้เสมอครับ
ทั้งๆ ที่..ผมเป็นคนอื่น ...
แต่ท่านทั้งคู่..ก็เอ็นดูผมมากทีเดียว
กลายเป็นว่า..เงินทองที่ผมสะสม..เพื่อขอเธอแต่งงาน..ก็อดใช้ครับ
เก็บไว้ให้ลูกแทน..แล้วกัน
ตื่นเต้นครับ ..อีกไม่กี่วัน..ผมก็จะได้กลับไปหาเธอแล้ว
ดอกไม้..ของผม
พรุ่งนี้..เขาจะกลับมาแล้วล่ะ
เดี๋ยวตอนเย็น.. ฉันจะออกไปหาซื้อข้าวของ..และอาหาร
มาเตรียมไว้..ทำให้เขากิน..พรุ่งนี้
เขาต้องแปลกใจมากแน่ๆ.. ที่ฉันทำอาหารเป็นแล้ว ..หุหุ
ใช้เวลาฝึกฝน..แรมปีเชียวนะ
โอ๊ย .. ตื่นเต้นจังเลย..
แล้วพรุ่งนี้..เจอกันนะ
นายก้อนหิน..ของฉัน
เราสมัครใจ..เป็นดอกไม้...ที่อยู่ข้างก้อนหิน
เพราะดอกไม้ดอกนี้ ..แสนบอบบาง
เราจะมีก้อนหิน..คอยดูแล.... ปกป้อง
นายไม่ต้องห่วงหรอก
นายไปเรียนแค่ 2 ปี.. เราอยู่คนเดียวได้..สบายมาก
ถึง 2 ปีนี้ .... ดอกไม้..จะไม่มีก้อนหิน..คอยดูแล
ดอกไม้..จะฮึด..เอาความแข็งแกร่งทั้งหมด..มาดูแลตัวเอง
เพราะ..เมื่อก้อนหิน..กลับมา
ดอกไม้..ก็ไม่ต้องมีความแข็งแกร่ง..ก็ได้
ยังไง..ก็มีคนดูแลอยู่แล้ว
*
*
*
แต่..ผมไม่ได้ขอหมั้นเธอ....หรอกครับ
ไม่มีงานแต่งงาน....เกิดขึ้นด้วย
คอนโด..ก็ถูกขาย
ผมย้ายไปอยู่ที่บ้านของเธอ ..กับพ่อแม่ .... และน้องชายของเธอ
.......
แต่... ไม่มีเธอ..หรอกครับ
......
......
เธอถูกวัยรุ่นเมายา-กลุ่มหนึ่ง..ขับรถชน
ในวันที่..ไปซื้อข้าวของ..เพื่อทำอาหารให้ผมครับ
แค่เสี้ยววินาที..เท่านั้น
ที่ผมจะกลับมาดูแลเธอ..ได้แล้วแท้ๆ
แต่มันก็..สายเกินไป
ไม่มีอีกแล้วครับ..
ดอกไม้..ของนายก้อนหิน
*
*
ใครที่ยังมี... คนสำคัญของหัวใจ... ข้างกายอยู่
ดูแลเขาให้ดี.. ทุกวินาที..นะครับ
เพราะเพียงพริบตา..ที่ไม่ได้ดูแล
เมื่อคุณ..ลืมตา..อีกครั้ง
อาจไม่มีเขา..ให้ดูแลแล้ว..ก็ได้
แต่ผมบอกตัวเองว่า..เป็นเพราะ..พรหมลิขิต
ผมพบเธอ..ที่ริมบึงขนาดใหญ่..หน้ามหาวิทยาลัย
ขณะที่..ผมกำลังไปวิ่งออกกำลังกาย
เธอกำลังง่วนอยู่กับผืนผ้าใบ .. และภาพอาทิตย์ลับขอบฟ้า
ผมยาว..ที่ถูกรวบเป็นมวยด้านหลัง..ถูกปักด้วยพู่กันอันโต.. แทนปิ่นปักผม
เสื้อกล้ามสีขาว.. สร้อยข้อมือเต็มแขน
กางเกงยีนส์สีซีด..และรองเท้าผ้าใบโทรมๆ
เธอคงดูเป็นผู้หญิงเรียนศิลปะ..เซอเซอ..จนไม่น่าดู
หากไม่เพราะ..ใบหน้าที่งดงาม..ราวภาพวาดของจิตรกรเอกนั้น
เธอเป็นผู้หญิงที่ไม่สวย ....หากไม่พิศมองอย่างดี
แต่เธอก็ดูน่ารักมาก..ในสายตาผม
ผมบอกตัวเองว่า..หากผมวิ่งวนกลับมาอีกรอบ..แล้วเจอเธอ
ผม..จะเข้าไปคุยด้วย
วันนี้ ....จู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่ง..เข้ามาคุยกับฉัน
เขาเรียนวิศวะ .. ท่าทางเป็นหนุ่มเจ้าสำอางเชียว
แต่ดูท่าทาง..จะเป็นที่รู้จักในคณะน่าดูนะ
เพราะตอนที่ช่วยฉัน..หอบอุปกรณ์วาดรูป..มาส่งที่รถ
มีรุ่นน้อง..มาทักเยอะเชียว
ยิ่งรู้จัก.. ผมยิ่งรู้สึกว่า..เธอน่ารักครับ
เธอเป็นรุ่นน้องผม 1 ปี ..แต่ก็ไม่เคยเรียกผมว่า "พี่"..ซักคำ
เธอบอกว่า.. เรารู้จักกันในฐานะเพื่อน.. ไม่ใช่รุ่นพี่.. รุ่นน้อง
เพราะเธอขี้เกียจนอบน้อม..ให้ผม .. อย่างที่รุ่นน้องในคณะเป็นกัน
ก็แหม..เคยเป็นประธานเชียร์นี่ครับ ..รุ่นน้องก็ต้องเกรง..เป็นธรรมดา
เธอเป็นผู้หญิง..ที่ใจดีมากครับ
ทุกวันเสาร์..เธอจะไปสอนศิลปะ..ให้เด็กกำพร้า
และวันไหนที่ว่าง..ก็จะไปอ่านนิทานอัดเทป..ให้เด็กๆ ตาบอดฟัง
ตอนนี้..ผมมั่นใจแล้วครับว่า..ผมชอบเธอมาก
แถมภูมิใจมาก..ที่คนที่ผมชอบ..เป็นคนดีมากด้วย
เขาเป็นผู้ชาย..ที่ใช้ได้ทีเดียวแหละ
อย่างน้อย..ก็รู้จักเทคแคร์ผู้หญิง..
มากกว่า..เพื่อนที่คณะของฉัน..เยอะทีเดียว
แล้วก็เป็นคนมุ่งมั่นดี ..
เขาตั้งใจเรียนมากเลยนะ .. ไม่เคยขาดเรียนเลย
เล่นเอาฉันรู้สึกผิด .. ที่โดดเรียน..เป็นว่าเล่น
แล้วก็เป็นคนขยันทำกิจกรรม..ของมหาวิทยาลัย ..ซึ่งฉันไม่คิดจะทำ
ต่างกันจริงแฮะ..ฉันกับเขา
วันนี้..เธอชวนผม....ไปขับรถเล่นครับ
เธอบอกว่า..อยากไปอุทยานแห่งชาติ..ที่อยู่ไม่ไกลจากมหาลัยนัก
แต่ก็เป็นร้อยกิโล..เลยนะครับ
ผมมองมอเตอร์ไซต์เก่าๆ.. โทรมๆ.. ของผมแล้ว .... ก็ยากจะไปถึงครับ
เธอทำหน้าขรึม..แล้วยื่นกุญแจรถของเธอ..ให้ผม
บ้านเธอรวยครับ ..เธอมีรถยนต์ส่วนตัวใช้
ผมรู้สึกได้ทันทีว่า..เธอกำลังไม่สบายใจ
รถไปได้เดี๋ยวเดียว..เธอก็ร้องไห้โฮเลยครับ
ผมเลยรู้ว่า..เธอขี้แยไม่เบา
เรื่องของเรื่อง..ที่เธอกลุ้มใจ..ก็คือ ..
ที่บ้านเธอ..ไม่ยอมมาเยี่ยมเธอในวันนี้..ตามที่นัดไว้ครับ
เพราะน้องชาย..ไม่สบายนิดหน่อย
ผมขำไม่ออก
เพราะท่าทางเธอเสียใจ..กับเรื่องที่ผมเห็นว่า..เป็นสิ่งเล็กน้อยนี้มาก
จึงได้แต่เงียบ.. แล้วก็เล่าเรื่องของผม..ให้เธอฟังบ้าง
ฉันไม่กล้าฟูมฟาย..เลยทีเดียว
เมื่อเขาเล่าเรื่องครอบครัวของเขา..ให้ฉันฟัง
เขาเล่าให้ฟังว่า..
พ่อกับแม่ของเขา....เลิกกัน
และเขาก็ไม่เชิงว่า..มีใครเลี้ยง..
เพราะอยู่กับพ่อบ้าง ....อยู่กับแม่บ้าง ..อยู่กับญาติบ้าง
และแต่ละที่..ก็ไม่ใช่ที่ของเขา
เพราะทุกคน..ต่างมีครอบครัว..ของตัวเอง
อยู่ที่ไหน..เขาก็เหมือนเป็นแค่..คนอาศัย
ตอนนี้..เขาอาศัย....การได้ทุนการศึกษา..
และค่าใช้จ่าย..ที่พี่สาวส่งให้นิดหน่อย..ดำรงชีวิต
เพื่อก้าวไปยังเส้นทาง..ที่สบายขึ้น
ฉันทึ่งมาก..ที่เขาเข้มแข็ง ..และไม่ร้องไห้..กับโชคชะตาของตนเอง
ตั้งใจเรียน ..ไม่เกเร ....
ฉันโชคดีกว่าเขา..เยอะมากทีเดียว ..
สงสารเขาจังแฮะ
เธอบอกผมว่า ..
บางที..ถ้าผมเสียใจ ..ผมควรจะร้องไห้บ้าง
เพราะถ้าไม่ร้องเสียบ้าง ....
ความเสียใจต่างๆ.. จะถูกสะสมเป็น..ตะกอนในหัวใจ..ของผมเอง
แล้วท้ายที่สุด ..หัวใจของผม..จะกลายเป็น .." ก้อนหิน"
แม้จะแข็งแกร่ง .... และผมจะไม่มีวันเสียใจอีก
แต่มันจะทำให้..คนใกล้ตัวของผม..บอบช้ำ..ยามโดนผมกระทบ
ผมก็เลยบอกเธอว่า ..
ผมเห็นเธอเป็น.. ดอกไม้..ของนายก้อนหิน
ดอกไม้..ที่ช่วยมาเติมความอ่อนหวาน..
ให้กับก้อนหิน..ที่ไม่ค่อยมีค่า..ก้อนนี้
สรุปแล้ว..วันนั้น.. เราก็ไปไหน..ไม่ได้ไกล
เพราะทันที..ที่เห็นทุ่งนาเขียวขจีกว้างไกล ..
เธอก็ขอให้ผม..หยุดรถ
แล้วลงไปวิ่ง ..เหมือนไล่คว้าอะไรบางอย่าง
เธอบอกว่า.. เธอกำลังวิ่งไล่จับ .." ความฝัน"
วันนี้..เขารับปริญญา ..ฉันอาสาเป็นตากล้อง
ครอบครัวเขา..มีแม่..มาแค่คนเดียว
แต่บ้านฉัน..มากันทั้งบ้านเลยแหละ
พ่อแม่ .... และน้องชายฉัน..ชอบเขามาก
ก็ดีแล้วล่ะ ..เพราะฉันอยากให้เขา..ได้รับความอบอุ่นในครอบครัว
อย่างที่ฉัน..ได้รับมาเสมอบ้าง
ฉันอยากให้เขา..มีความสุข
เพราะความสุขของเขา..ก็เป็นความสุขของฉัน..เหมือนกัน
วันนี้....เราสนุกสนานกันใหญ่..
เหล่าเด็ก..อย่างพวกเรา..
พาคนสูงวัย 3 คน..ไปปล่อยแก่กัน..ในคาราโอเกะทั้งคืน
ก็ไม่ได้จ่ายเองนี่ .. พ่อแม่มาทั้งที.. นี่นา
แม่ของเขา..เข้ากับแม่ของฉัน..ได้ดีทีเดียว
ผมได้ทุนจากมหาวิทยาลัย..ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น
เหงามากครับ..
ทั้งที่ผมเคยชินกับความเหงา..มาตลอดชีวิต .. ก่อนที่จะพบเธอ
ผมหลีกเลี่ยงความเหงา..
โดยการตั้งใจเรียน ..เวลาว่าง..ก็ทำงานพิเศษ
ผมเก็บเงินได้ก้อนโต..ทีเดียวครับ
คิดว่า..พอเรียนจบกลับไป....จะไปขอเธอหมั้นไว้ก่อน
เธออีเมล์..มาเล่าให้ฟังว่า ..
เธอได้งาน..ในบริษัทผลิตรายการโทรทัศน์..แห่งหนึ่ง
กำลัง..สนุกกับงาน
อีกไม่กี่เดือน..เขาก็จะกลับมาแล้ว
เห็นบอกว่า..เอาแต่เรียน..กับทำงาน .... จนไม่มีเวลาใช้เงิน ..
แหม..คงรวยใหญ่
ฉันเอง..ก็กำลังสนุกกับงานที่ทำ
อาจเหงาบ้าง.. แต่อีกไม่กี่เดือน..คงหายเหงา
พ่อเพิ่งซื้อคอนโดไว้ให้ ..กำลังตกแต่ง
พ่อกับแม่..วางแผนไว้เสร็จสรรพว่า..
พอเขากลับมา..จะยัดเยียดลูกสาว..ให้ทันที
แล้วให้ย้ายไปอยู่คอนโดใหม่ซะ
พ่อกับแม่..ให้เหตุผลว่า..
อพาร์ทเม้นที่ฉันอยู่..มันไม่ค่อยปลอดภัย..
สำหรับ..การอยู่คนเดียวนัก
วันนี้..ผมได้รับจดหมาย..จากที่บ้านของเธอ
เดาได้ว่า..เธอคงยังไม่รู้เรื่องแน่ๆ
พ่อกับแม่ของเธอ..เขียนจดหมายมาบอกว่า..
ให้ผม..กลับไปรับลูกสาว..ไปจากอกท่านด่วน
พร้อมกับซื้อคอนโดไว้..เป็นค่าสินสอดให้แล้ว
ถ้าผมจะเรียกร้องอะไรอีก..ก็ขอให้บอก
ขอเพียงช่วยรับลูกสาวท่าน..ไปเลี้ยงดูแทนก็พอ
พร้อมกับ..ส่งเอกสารโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมาด้วย
ที่บ้านของเธอ..น่ารักอย่างนี้เสมอครับ
ทั้งๆ ที่..ผมเป็นคนอื่น ...
แต่ท่านทั้งคู่..ก็เอ็นดูผมมากทีเดียว
กลายเป็นว่า..เงินทองที่ผมสะสม..เพื่อขอเธอแต่งงาน..ก็อดใช้ครับ
เก็บไว้ให้ลูกแทน..แล้วกัน
ตื่นเต้นครับ ..อีกไม่กี่วัน..ผมก็จะได้กลับไปหาเธอแล้ว
ดอกไม้..ของผม
พรุ่งนี้..เขาจะกลับมาแล้วล่ะ
เดี๋ยวตอนเย็น.. ฉันจะออกไปหาซื้อข้าวของ..และอาหาร
มาเตรียมไว้..ทำให้เขากิน..พรุ่งนี้
เขาต้องแปลกใจมากแน่ๆ.. ที่ฉันทำอาหารเป็นแล้ว ..หุหุ
ใช้เวลาฝึกฝน..แรมปีเชียวนะ
โอ๊ย .. ตื่นเต้นจังเลย..
แล้วพรุ่งนี้..เจอกันนะ
นายก้อนหิน..ของฉัน
เราสมัครใจ..เป็นดอกไม้...ที่อยู่ข้างก้อนหิน
เพราะดอกไม้ดอกนี้ ..แสนบอบบาง
เราจะมีก้อนหิน..คอยดูแล.... ปกป้อง
นายไม่ต้องห่วงหรอก
นายไปเรียนแค่ 2 ปี.. เราอยู่คนเดียวได้..สบายมาก
ถึง 2 ปีนี้ .... ดอกไม้..จะไม่มีก้อนหิน..คอยดูแล
ดอกไม้..จะฮึด..เอาความแข็งแกร่งทั้งหมด..มาดูแลตัวเอง
เพราะ..เมื่อก้อนหิน..กลับมา
ดอกไม้..ก็ไม่ต้องมีความแข็งแกร่ง..ก็ได้
ยังไง..ก็มีคนดูแลอยู่แล้ว
*
*
*
แต่..ผมไม่ได้ขอหมั้นเธอ....หรอกครับ
ไม่มีงานแต่งงาน....เกิดขึ้นด้วย
คอนโด..ก็ถูกขาย
ผมย้ายไปอยู่ที่บ้านของเธอ ..กับพ่อแม่ .... และน้องชายของเธอ
.......
แต่... ไม่มีเธอ..หรอกครับ
......
......
เธอถูกวัยรุ่นเมายา-กลุ่มหนึ่ง..ขับรถชน
ในวันที่..ไปซื้อข้าวของ..เพื่อทำอาหารให้ผมครับ
แค่เสี้ยววินาที..เท่านั้น
ที่ผมจะกลับมาดูแลเธอ..ได้แล้วแท้ๆ
แต่มันก็..สายเกินไป
ไม่มีอีกแล้วครับ..
ดอกไม้..ของนายก้อนหิน
*
*
ใครที่ยังมี... คนสำคัญของหัวใจ... ข้างกายอยู่
ดูแลเขาให้ดี.. ทุกวินาที..นะครับ
เพราะเพียงพริบตา..ที่ไม่ได้ดูแล
เมื่อคุณ..ลืมตา..อีกครั้ง
อาจไม่มีเขา..ให้ดูแลแล้ว..ก็ได้
25 สิงหาคม 2552
ถ้าคุณรักเขาแล้วเขาจะรักคุณไหม . . . ?
ถ้าคุณรักเขาแล้วเขาจะรักคุณไหม . . . ? ลองค้นหาคำตอบดูดีไหม
ถ้าคุณทำเพื่อเขา . . . แล้วเขาเคยทำเพื่อคุณกลับสักครั้งบ้างรึเปล่า?
ถ้าคุณกำลังเหงา เขาจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณไหม
ถ้าคุณกำลังเจอปัญหา เขาจะยังยืนอยู่เคียงข้างคุณไหม
ถ้ามีวันหนึ่งvคุณทำผิดเขาจะอภัยให้คุณได้ไหม
ถ้าคุณกำลังอยากระบายเรื่องอะไรสักเรื่อง . . .
แต่ดึกมากแล้วคุณลองโทรไปหาเขา เขาจะรับฟังหรือจะต่อว่าคุณ
ถ้าคุณกำลังท้อแท้ เขาสามารถให้กำลังใจคุณได้ดีแค่ไหน
ถ้าคุณให้ของขวัญเขา แม้เขาจะไม่ชอบ . . .
แต่เขายังยิ้มและรับอย่างเต็มใจจริงๆ ได้ไหม
ถ้าคุณไม่สวยหรือหล่อ ไม่เก่งหรือมีข้อเสีย เขาสามารถมองข้ามมันไปได้ไหม
เขาเคยเตือนคุณไหม เวลาคุณกำลังทำผิดอะไร
เวลาเขาเสียใจเคยไหม ที่เขายอมระบายมันให้คุณฟัง
ถ้าคุณงอนเขา . . . เขาเคยง้อคุณก่อนบ้างไหม
เคยไหม . . . ? ที่เขาทำอะไรให้เรา โดยไม่หวังผลตอบแทน
เคยไหม . . . ? ที่เขาเข้ามาวุ่นวายกับเราจนทำให้เรารู้สึกรำคาญ
เคยไหมสักครั้งที่เขาบอกรักคุณ . . .?
ถ้าคุณทำเพื่อเขา แต่เขาไม่เคยทำเพื่อคุณสักครั้ง . . .
คุณมั่นใจแค่ไหนว่าเขาเห็นคุณสำคัญ
ถ้าคุณเหงา แต่เขายังปฏิเสธที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณ
. . . คุณมั่นใจขนาดไหนว่าเขาสนใจความรู้สึกคุณ
ถ้าคุณเจอปัญหา แต่กลับไร้เงาของเขา
. . . คุณแน่ใจไหมว่าต่อไป
เขาจะเสียสละความสุขส่วนตัวมานั่งแก้ปัญหาเพื่อคุณได้
ถ้าคุณทำผิด แต่เขาไม่สามมารถให้อภัยคุณได้..
. . . คุณมั่นใจไหมว่า ต่อไปจากนี้เขาจะยอมรับเรื่องราวต่างๆ ของคุณได้
ถ้าคุณกำลังอยากระบายเรื่องราวต่างๆ
. . . แม้มันจะดึกคุณเลือกโทรไปหาเขา
แต่เขาต่อว่าคุณลงซะนี่ เขาคงไม่เหมาะจะใช้ชีวิตร่วมกับคุณแน่ๆ
ถ้าคุณกำลังท้อแท้ แต่เขาไม่เคยเลยที่จะให้กำลังใจคุณ
. . . แล้วต่อไปคุณไม่ต้องให้กำลังตัวเองจนตายเหรอ
ถ้าคุณให้ของขวัญเขา แต่เขากลับยิ้มแหย่ๆ แบบไม่เต็มใจรับ
เขาคงไม่รู้หรอกว่า ความหมายของของขวัญคุณมากมายแค่ไหน
ถ้าคุณไม่สวยไม่หล่อเก่งเริด หรือ มีข้อเสียที่คนอื่นคิดว่าร้ายแรง
. . . แต่เขากลับมองเห็นว่าไม่สำคัญ
เขาคงเดินทางเดียวกับคุณได้ไม่ยากนักหรอก
ถ้าคุณทำผิดอยู่ แล้วเขาเข้ามาเตือนคุณ
แสดงว่าเขาเป็นห่วงและคอยเฝ้ามองคุณอยู่น่ะ รู้ตัวไหม
ถ้าเขาเลือกคุณเป็นที่ระบายจงภูมิใจเถอะ . . .
เพราะคุณจะเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สำคัญคนหนึ่งเชียวนะ
ถ้าคุณงอนเขา แล้วเขาเข้ามาง้อ แม้คุณจะผิด
. . . แสดงว่าเขาแคร์คุณน่ะอย่าเล่นตัวมากล่ะ
ถ้าเขาทำเพื่อคุณแบบไม่หวังอะไร นอกจากให้คุณมีความสุข
. . . คุณรุ้ไหมคนที่วิเศษที่สุดกำลังอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว
. . . แล้วคุณล่ะจะเลือกเดินผ่านหรือเลือกร่วมเดินทางเดียวกับเขา
ถ้าเขาเข้ามาวุ่นวายกับคุณจงอย่ารำคาญเลยนะ
เพราะเขาใส่ใจกับคุณมากเลยล่ะ
. . . ไม่งั้นไม่เสียเวลามาวุ่นวายให้โดนคุณด่าหรอก
ถ้าเขาไม่เคยบอกรัก ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักนะ
ลองกลับไปดูข้อข้างบนซะว่า . . . มันเป็นจริงแค่ไหน
แล้วค่อยมาตัดสินด้วยใจคุณเองดีกว่า
ความรักไม่ใช่แค่ใช้ตามอง . . .
แต่ต้องใช้หัวใจเป็นๆ ของคุณเข้าไปสัมผัสมันนะ
ความรักไม่ใช้ของแจกฟรี . . .
อย่ารักทีล่ะมากๆ เพราะมันอาจจะทำให้คุณเสียสิ่งสำคัญไป
ความรัก คือ สิ่งบริสุทธิ์ จงอย่ามักง่ายที่จะใช้ความรัก
เพราะเมื่อคุณมักง่ายกับสิ่งนี้
คุณจะได้สัมผัสกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
. . . ถ้าไม่เชื่อลองดูดิ!!!
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ข้อมูลจาก Forward mail
แต่งโดยคุณ ทะเลชมพู
ถ้าคุณทำเพื่อเขา . . . แล้วเขาเคยทำเพื่อคุณกลับสักครั้งบ้างรึเปล่า?
ถ้าคุณกำลังเหงา เขาจะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณไหม
ถ้าคุณกำลังเจอปัญหา เขาจะยังยืนอยู่เคียงข้างคุณไหม
ถ้ามีวันหนึ่งvคุณทำผิดเขาจะอภัยให้คุณได้ไหม
ถ้าคุณกำลังอยากระบายเรื่องอะไรสักเรื่อง . . .
แต่ดึกมากแล้วคุณลองโทรไปหาเขา เขาจะรับฟังหรือจะต่อว่าคุณ
ถ้าคุณกำลังท้อแท้ เขาสามารถให้กำลังใจคุณได้ดีแค่ไหน
ถ้าคุณให้ของขวัญเขา แม้เขาจะไม่ชอบ . . .
แต่เขายังยิ้มและรับอย่างเต็มใจจริงๆ ได้ไหม
ถ้าคุณไม่สวยหรือหล่อ ไม่เก่งหรือมีข้อเสีย เขาสามารถมองข้ามมันไปได้ไหม
เขาเคยเตือนคุณไหม เวลาคุณกำลังทำผิดอะไร
เวลาเขาเสียใจเคยไหม ที่เขายอมระบายมันให้คุณฟัง
ถ้าคุณงอนเขา . . . เขาเคยง้อคุณก่อนบ้างไหม
เคยไหม . . . ? ที่เขาทำอะไรให้เรา โดยไม่หวังผลตอบแทน
เคยไหม . . . ? ที่เขาเข้ามาวุ่นวายกับเราจนทำให้เรารู้สึกรำคาญ
เคยไหมสักครั้งที่เขาบอกรักคุณ . . .?
ถ้าคุณทำเพื่อเขา แต่เขาไม่เคยทำเพื่อคุณสักครั้ง . . .
คุณมั่นใจแค่ไหนว่าเขาเห็นคุณสำคัญ
ถ้าคุณเหงา แต่เขายังปฏิเสธที่จะมาอยู่เป็นเพื่อนคุณ
. . . คุณมั่นใจขนาดไหนว่าเขาสนใจความรู้สึกคุณ
ถ้าคุณเจอปัญหา แต่กลับไร้เงาของเขา
. . . คุณแน่ใจไหมว่าต่อไป
เขาจะเสียสละความสุขส่วนตัวมานั่งแก้ปัญหาเพื่อคุณได้
ถ้าคุณทำผิด แต่เขาไม่สามมารถให้อภัยคุณได้..
. . . คุณมั่นใจไหมว่า ต่อไปจากนี้เขาจะยอมรับเรื่องราวต่างๆ ของคุณได้
ถ้าคุณกำลังอยากระบายเรื่องราวต่างๆ
. . . แม้มันจะดึกคุณเลือกโทรไปหาเขา
แต่เขาต่อว่าคุณลงซะนี่ เขาคงไม่เหมาะจะใช้ชีวิตร่วมกับคุณแน่ๆ
ถ้าคุณกำลังท้อแท้ แต่เขาไม่เคยเลยที่จะให้กำลังใจคุณ
. . . แล้วต่อไปคุณไม่ต้องให้กำลังตัวเองจนตายเหรอ
ถ้าคุณให้ของขวัญเขา แต่เขากลับยิ้มแหย่ๆ แบบไม่เต็มใจรับ
เขาคงไม่รู้หรอกว่า ความหมายของของขวัญคุณมากมายแค่ไหน
ถ้าคุณไม่สวยไม่หล่อเก่งเริด หรือ มีข้อเสียที่คนอื่นคิดว่าร้ายแรง
. . . แต่เขากลับมองเห็นว่าไม่สำคัญ
เขาคงเดินทางเดียวกับคุณได้ไม่ยากนักหรอก
ถ้าคุณทำผิดอยู่ แล้วเขาเข้ามาเตือนคุณ
แสดงว่าเขาเป็นห่วงและคอยเฝ้ามองคุณอยู่น่ะ รู้ตัวไหม
ถ้าเขาเลือกคุณเป็นที่ระบายจงภูมิใจเถอะ . . .
เพราะคุณจะเป็นคนที่เขาไว้ใจที่สำคัญคนหนึ่งเชียวนะ
ถ้าคุณงอนเขา แล้วเขาเข้ามาง้อ แม้คุณจะผิด
. . . แสดงว่าเขาแคร์คุณน่ะอย่าเล่นตัวมากล่ะ
ถ้าเขาทำเพื่อคุณแบบไม่หวังอะไร นอกจากให้คุณมีความสุข
. . . คุณรุ้ไหมคนที่วิเศษที่สุดกำลังอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว
. . . แล้วคุณล่ะจะเลือกเดินผ่านหรือเลือกร่วมเดินทางเดียวกับเขา
ถ้าเขาเข้ามาวุ่นวายกับคุณจงอย่ารำคาญเลยนะ
เพราะเขาใส่ใจกับคุณมากเลยล่ะ
. . . ไม่งั้นไม่เสียเวลามาวุ่นวายให้โดนคุณด่าหรอก
ถ้าเขาไม่เคยบอกรัก ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รักนะ
ลองกลับไปดูข้อข้างบนซะว่า . . . มันเป็นจริงแค่ไหน
แล้วค่อยมาตัดสินด้วยใจคุณเองดีกว่า
ความรักไม่ใช่แค่ใช้ตามอง . . .
แต่ต้องใช้หัวใจเป็นๆ ของคุณเข้าไปสัมผัสมันนะ
ความรักไม่ใช้ของแจกฟรี . . .
อย่ารักทีล่ะมากๆ เพราะมันอาจจะทำให้คุณเสียสิ่งสำคัญไป
ความรัก คือ สิ่งบริสุทธิ์ จงอย่ามักง่ายที่จะใช้ความรัก
เพราะเมื่อคุณมักง่ายกับสิ่งนี้
คุณจะได้สัมผัสกับความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
. . . ถ้าไม่เชื่อลองดูดิ!!!
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ข้อมูลจาก Forward mail
แต่งโดยคุณ ทะเลชมพู
21 สิงหาคม 2552
อย่าถามว่าเพราะอะไร? '' ถึงห่างกัน ''
พอดีมีคนส่ง Fw: เมลล์มาให้อ่าน จริงๆ ก็เคยอ่านหลายครั้งแล้วแหละ แต่คราวนี้อ่านแล้ว .. รู้ได้เลยว่าจริงๆ มันเป็นยังไง
" เ พ ร า ะ รั ก ใ น แ บ บ ข อ ง ใ ค ร ก็ เ ป็ น แ บ บ ข อ ง มั น ไ ม่ มี แ บ บ แ ผ น ต า ย ตั ว "
อ ย่ า ฝื น ใ จ รั ก ถ้ า มั น ไ ม่ ใ ช่
ไ ม่ มี ป ร ะ โ ย ช น์ อ ะ ไ ร ที่ จ ะ ค บ ใ ค ร สั ก ค น
เ พี ย ง เ พ ร า ะ อ ย า ก จ ะ มี ใ ค ร สั ก ค น
อ ย่ า เ ป ลี่ ย น ตั ว เ อ ง เ พี ย ง เ พื่ อ ใ ห้ เ ข า ม า รั ก
เ พ ร า ะ จ ะ ทำ ไ ด้ ไ ม่ น า น
วั น ห นึ่ ง คุ ณ จ ะ รู้ สึ ก เ ห นื่ อ ย
เ พ ร า ะ ค ว า ม รั ก ที่ ไ ม่ เ ป็ น ตั ว ข อ ง ตั ว เ อ ง
อ ย่ า ห ล ง ใ น ร ส ช า ติ ข อ ง ค ว า ม รั ก
จ น ลื ม ชี วิ ต ป ร ะ จำ วั น ข อ ง ตั ว เ อ ง
ห รื อ สู ญ เ สี ย ค ว า ม เ ป็ น ส่ ว น ตั ว ค น ที่ พ ร้ อ ม จ ะ อ ยู่ กั บ คุ ณ
โ ด ย ที่ คุ ณ ไ ม่ ต้ อ ง เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ะ ไ ร ใ น ชี วิ ต เ ล ย
ค น ที่ พ ร้ อ ม จ ะ เ ดิ น ห น้ า เ มื่ อ คุ ณ เ ดิ น ห น้ า
ค น ที่ พ ร้ อ ม จ ะ ถ อ ย ห ลั ง ไ ป กั บ คุ ณ
ค น ที่ ไ ม่ ย อ ม ใ ห้ คุ ณ เ ดิ น ต า ม ห ลั ง
ข อ เ พี ย ง เ ดิ น เ คี ย ง ข้ า ง กั น
ค น ที่ ไ ม่ บั ง คั บ ใ ห้ คุ ณ ทำ อ ะ ไ ร ใ น แ บ บ ที่ คุ ณ ไ ม่ ช อ บ
ค น ที่ ไ ว้ ใ จ แ ล ะ ใ ห้ อ ภั ย ใ ห้ โ อ ก า ส
ซื่ อ สั ต ย์ แ ล ะ ใ ห้ เ กี ย ร ติ คุ ณ . . . . . นั่ น แ ห ล่ ะ คื อ ค น ที่ รั ก คุ ณ จ ริ ง . . . . .
จ ง ถ น อ ม ค น เ ห ล่ า นี้ ไ ว้ อ ย่ า ป ล่ อ ย ใ ห้ เ ข า ไ ป จ า ก คุ ณ
ค น ที่ รั ก ค น ที่ เ ป ลื อ ก น อ ก มี อ ยู่ เ ย อ ะ เ ห ลื อ เ กิ น
ชี วิ ต ค น ค น ห นึ่ ง จ ะ มี ค น ที่ รั ก คุ ณ จ ริ ง ผ่ า น ม า สั ก กี่ ค น
ใ ค ร ที่ บ อ ก ว่ า รั ก คุ ณ แ ล้ ว พ ย า ย า ม จ ะ เ ป ลี่ ย น คุ ณ
ดึ ง คุ ณ ใ ห้ เ ดิ น ต า ม ท า ง ข อ ง เ ข า
เ ข า ไ ม่ ไ ด้ รั ก คุ ณ จ ริ ง ห ร อ ก . . . เ ข า รั ก ตั ว เ อ ง
จ ง เ ชื่ อ ใ น พ ร ห ม ลิ ขิ ต
จ ง เ ชื่ อ ใ น เ ห ตุ ก า ร ณ์ ที่ นำ พ า ค ว า ม รั ก ม า ใ ห้
อ ย่ า ป ล่ อ ย ใ ห้ สิ่ ง ที่ ดี ที่ สุ ด สำ ห รั บ เ ร า ห ลุ ด ล อ ย ไ ป
ค ว า ม รั ก ต้ อ ง ม า จ า ก ค ว า ม รู้ สึ ก ข อ ง ค น ส อ ง ค น..
ค ว า ม รั ก เ ป็ น เ พี ย ง ส า ย ใ ย บ า ง ๆ
ที่ มั น ถู ก ห ล่ อ ห ล อ ม ขึ้ น จ า ก ค ว า ม รู้ สึ ก ต่ า ง ๆ
ค ว า ม อ ด ท น จ ะ ทำ ใ ห้ อุ ป ส ร ร ค ต่ า ง ๆ ผ่ า น พ้ น ไ ป ไ ด้ ด้ ว ย ดี
ค ว า ม พ ย า ย า ม จ ะ ทำ ใ ห้ เ ร า ส อง ค น ยั ง ค ง อ ยู่
ค ว า ม ไ ว้ ใ จ จ ะ ทำ ใ ห้ ค ว า ม รั ก ข อ ง เ ร า แ ข็ ง แ ก ร่ ง
ค ว า ม ซื่ อ สั ต ย์ จ ะ ทำ ใ ห้ ค ว า ม รั ก ข อ ง เ ร า มั่ น ค ง
ค ว า ม เ ส ม อ ต้ น เ ส ม อ ป ล า ย จ ะ ทำ ใ ห้ ค ว า ม รั ก ข อ ง เ ร า ส ว ย ง า ม
แ ล ะ สุ ด ท้ า ย ค ว า ม รั ก ก็ จ ะ ก่ อ ตั ว ขึ้ น เ ป็ น ค ว า ม ผู ก พั น
สิ่ ง เ ห ล่ า นี้ จ ะ ทำ ใ ห้ ส า ย ใ ย บ า ง ๆ ข อ ง ค ว า ม รั ก
ก ล า ย เ ป็ น เ ชื อ ก เ ส้ น ห น า ที่ ผู ก ค น ส อ ง ค น ไ ว้ ด้ ว ย กั น
เ ป็ น เ ชื อ ก ที่ ไ ม่ ทำ ใ ห้ เ ร า อึ ด อั ด
เ มื่ อ เ ว ล า ไ ม่ ส า ม า ร ถ ย้ อ น เ ดิ น ก ลั บ ไ ป ไ ด้ อี ก
จ ง ทำ ปั จ จุ บั น ใ ห้ ดี ที่ สุ ด
เ พ ร า ะ อ ดี ต แ ก้ ไ ข อ ะ ไ ร ไ ม่ ไ ด้ อี ก แ ล้ ว
อ ย่ า ทิ้ ง หั ว ใ จ ข อ ง คุ ณ ไ ว้ กั บ อ ดี ต
อ ย่ า คิ ด ว่ า ไ ม่ มี พ รุ่ ง นี้
อ ย่ า ลื ม บ ท เ รี ย น ข อ ง เ มื่ อ ว า น
ทุ ก ชี วิ ต ยั ง มี ค ว า ม ห วั ง อ ยู่ เ ส ม อ
จ ง ป ล่ อ ย ใ ห้ ชี วิ ต ดำ เ นิ น ต่ อ ไ ป . . .
" เ พ ร า ะ รั ก ใ น แ บ บ ข อ ง ใ ค ร ก็ เ ป็ น แ บ บ ข อ ง มั น ไ ม่ มี แ บ บ แ ผ น ต า ย ตั ว "
อ ย่ า ฝื น ใ จ รั ก ถ้ า มั น ไ ม่ ใ ช่
ไ ม่ มี ป ร ะ โ ย ช น์ อ ะ ไ ร ที่ จ ะ ค บ ใ ค ร สั ก ค น
เ พี ย ง เ พ ร า ะ อ ย า ก จ ะ มี ใ ค ร สั ก ค น
อ ย่ า เ ป ลี่ ย น ตั ว เ อ ง เ พี ย ง เ พื่ อ ใ ห้ เ ข า ม า รั ก
เ พ ร า ะ จ ะ ทำ ไ ด้ ไ ม่ น า น
วั น ห นึ่ ง คุ ณ จ ะ รู้ สึ ก เ ห นื่ อ ย
เ พ ร า ะ ค ว า ม รั ก ที่ ไ ม่ เ ป็ น ตั ว ข อ ง ตั ว เ อ ง
อ ย่ า ห ล ง ใ น ร ส ช า ติ ข อ ง ค ว า ม รั ก
จ น ลื ม ชี วิ ต ป ร ะ จำ วั น ข อ ง ตั ว เ อ ง
ห รื อ สู ญ เ สี ย ค ว า ม เ ป็ น ส่ ว น ตั ว ค น ที่ พ ร้ อ ม จ ะ อ ยู่ กั บ คุ ณ
โ ด ย ที่ คุ ณ ไ ม่ ต้ อ ง เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง อ ะ ไ ร ใ น ชี วิ ต เ ล ย
ค น ที่ พ ร้ อ ม จ ะ เ ดิ น ห น้ า เ มื่ อ คุ ณ เ ดิ น ห น้ า
ค น ที่ พ ร้ อ ม จ ะ ถ อ ย ห ลั ง ไ ป กั บ คุ ณ
ค น ที่ ไ ม่ ย อ ม ใ ห้ คุ ณ เ ดิ น ต า ม ห ลั ง
ข อ เ พี ย ง เ ดิ น เ คี ย ง ข้ า ง กั น
ค น ที่ ไ ม่ บั ง คั บ ใ ห้ คุ ณ ทำ อ ะ ไ ร ใ น แ บ บ ที่ คุ ณ ไ ม่ ช อ บ
ค น ที่ ไ ว้ ใ จ แ ล ะ ใ ห้ อ ภั ย ใ ห้ โ อ ก า ส
ซื่ อ สั ต ย์ แ ล ะ ใ ห้ เ กี ย ร ติ คุ ณ . . . . . นั่ น แ ห ล่ ะ คื อ ค น ที่ รั ก คุ ณ จ ริ ง . . . . .
จ ง ถ น อ ม ค น เ ห ล่ า นี้ ไ ว้ อ ย่ า ป ล่ อ ย ใ ห้ เ ข า ไ ป จ า ก คุ ณ
ค น ที่ รั ก ค น ที่ เ ป ลื อ ก น อ ก มี อ ยู่ เ ย อ ะ เ ห ลื อ เ กิ น
ชี วิ ต ค น ค น ห นึ่ ง จ ะ มี ค น ที่ รั ก คุ ณ จ ริ ง ผ่ า น ม า สั ก กี่ ค น
ใ ค ร ที่ บ อ ก ว่ า รั ก คุ ณ แ ล้ ว พ ย า ย า ม จ ะ เ ป ลี่ ย น คุ ณ
ดึ ง คุ ณ ใ ห้ เ ดิ น ต า ม ท า ง ข อ ง เ ข า
เ ข า ไ ม่ ไ ด้ รั ก คุ ณ จ ริ ง ห ร อ ก . . . เ ข า รั ก ตั ว เ อ ง
จ ง เ ชื่ อ ใ น พ ร ห ม ลิ ขิ ต
จ ง เ ชื่ อ ใ น เ ห ตุ ก า ร ณ์ ที่ นำ พ า ค ว า ม รั ก ม า ใ ห้
อ ย่ า ป ล่ อ ย ใ ห้ สิ่ ง ที่ ดี ที่ สุ ด สำ ห รั บ เ ร า ห ลุ ด ล อ ย ไ ป
ค ว า ม รั ก ต้ อ ง ม า จ า ก ค ว า ม รู้ สึ ก ข อ ง ค น ส อ ง ค น..
ค ว า ม รั ก เ ป็ น เ พี ย ง ส า ย ใ ย บ า ง ๆ
ที่ มั น ถู ก ห ล่ อ ห ล อ ม ขึ้ น จ า ก ค ว า ม รู้ สึ ก ต่ า ง ๆ
ค ว า ม อ ด ท น จ ะ ทำ ใ ห้ อุ ป ส ร ร ค ต่ า ง ๆ ผ่ า น พ้ น ไ ป ไ ด้ ด้ ว ย ดี
ค ว า ม พ ย า ย า ม จ ะ ทำ ใ ห้ เ ร า ส อง ค น ยั ง ค ง อ ยู่
ค ว า ม ไ ว้ ใ จ จ ะ ทำ ใ ห้ ค ว า ม รั ก ข อ ง เ ร า แ ข็ ง แ ก ร่ ง
ค ว า ม ซื่ อ สั ต ย์ จ ะ ทำ ใ ห้ ค ว า ม รั ก ข อ ง เ ร า มั่ น ค ง
ค ว า ม เ ส ม อ ต้ น เ ส ม อ ป ล า ย จ ะ ทำ ใ ห้ ค ว า ม รั ก ข อ ง เ ร า ส ว ย ง า ม
แ ล ะ สุ ด ท้ า ย ค ว า ม รั ก ก็ จ ะ ก่ อ ตั ว ขึ้ น เ ป็ น ค ว า ม ผู ก พั น
สิ่ ง เ ห ล่ า นี้ จ ะ ทำ ใ ห้ ส า ย ใ ย บ า ง ๆ ข อ ง ค ว า ม รั ก
ก ล า ย เ ป็ น เ ชื อ ก เ ส้ น ห น า ที่ ผู ก ค น ส อ ง ค น ไ ว้ ด้ ว ย กั น
เ ป็ น เ ชื อ ก ที่ ไ ม่ ทำ ใ ห้ เ ร า อึ ด อั ด
เ มื่ อ เ ว ล า ไ ม่ ส า ม า ร ถ ย้ อ น เ ดิ น ก ลั บ ไ ป ไ ด้ อี ก
จ ง ทำ ปั จ จุ บั น ใ ห้ ดี ที่ สุ ด
เ พ ร า ะ อ ดี ต แ ก้ ไ ข อ ะ ไ ร ไ ม่ ไ ด้ อี ก แ ล้ ว
อ ย่ า ทิ้ ง หั ว ใ จ ข อ ง คุ ณ ไ ว้ กั บ อ ดี ต
อ ย่ า คิ ด ว่ า ไ ม่ มี พ รุ่ ง นี้
อ ย่ า ลื ม บ ท เ รี ย น ข อ ง เ มื่ อ ว า น
ทุ ก ชี วิ ต ยั ง มี ค ว า ม ห วั ง อ ยู่ เ ส ม อ
จ ง ป ล่ อ ย ใ ห้ ชี วิ ต ดำ เ นิ น ต่ อ ไ ป . . .
ความศักดิ์สิทธิ์ของคำว่า[แม่]
ค่ำวันหนึ่ง ผมได้รับเชิญไปร่วมงานเลี้ยงที่ภัตตาคารใหญ่แห่งหนึ่งกลางเมืองคลีฟแลนด์ เมื่อกินอาหารเสร็จแล้ว ก็คิดจะกลับบ้าน เพราะถึงเวลาควรกลับได้แล้ว ผมเดินมาคนเดียวที่ลานจอดรถ ที่เปิดไฟสว่างไสว มีรถจอดเต็มไปหมด เพื่อจะขับรถกลับบ้าน เมื่อเดินมาถึงรถ ก็ไขกุญแจเข้าไปในรถ ปรากฎว่ามีวัยรุ่น 3 คน ที่เดินตามมาห่างๆ โดยผมไม่เฉลียวใจว่า เขาจะมาดี หรือมาร้าย ปราดเข้าเอาปืนจี้ที่ศรีษะ และให้เข้าไปในรถ ผมตกใจ ไม่กล้าร้อง เขาให้ผมเข้าไปในรถ โดยนั่งด้านหน้าคู่กับคนขับ วัยรุ่นคนหนึ่งทำหน้าที่คนขับ อีกคนนั่งที่เบาะหลัง โดยมีคนหนึ่งคอยเอาปืนจี้ผมตลอดเวลา วัยรุ่นคนหนึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับ ก็สตาร์ทรถ และขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว เขาเปิดเพลงดัง มาก หัวเราะ พูดจากันเอะอะ โวยวาย สูบบุหรี่ควันโขมงไปหมด ผมอยู่ในภาวะที่เครียดมาก พอหมดภาวะนั้นแล้ว ก็เริ่มมีสติ จึงขอบุหรี่เขาสูบมวนหนึ่ง เพื่อทำ ตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ผมอัดบุหรี่เข้าไปเต็มที่ แล้วจึงเริ่มคุยกับเขา ผมแสดงความจริงใจ โดยบอกเขาว่า ผมเป็นนักเรียน ไม่มีเงินมากหรอก ถ้าจะเอาเงิน ผมก็จะ ให้เงินทั้งหมดที่มีอยู่ แต่ขอกระเป๋าเอกสารเอาไว้เถิด ว่าแล้วเงินก็ให้เขาไปจนหมดผมขอให้เขาเบาเสียงเพลงลงหน่อย เพราะดังมาก เขาก็ไม่ยอม ผมเลยชวนคุยเรื่องว่า เขาคงมีแฟน ไม่ไปหาแฟนหรือ เขาก็ตอบแบบกระชากๆว่าไม่สนใจหรอก มีแฟนกี่คนก็ได้ ตอนนี้ก็มีกันทุกคน แต่ไม่สำคัญหรอก ผมก็ถามว่ามาเที่ยวดึกๆอย่างนี้พ่อไม่ว่าหรือ เหมือนนัดหมายกัน ทั้งสามคำรามใส่คำว่า พ่อ แถมพูดหยาบๆ และบอกว่าอย่าเอ่ยถึงพ่อได้ไหม พวกเขาเกลียดพ่อ ผมก็เลยเปลี่ยนมาคุยเรื่องแม่ ถามเขาว่าแม่รักเขาไหม เขามีทีท่าอ่อนลง บอกว่าแม่รักเขา และตีพวกเขา ผมได้ทีก็เลยชวนคุยเรื่องแม่ต่อไปอีก โดยบอกว่า เขาก็คงรักแม่เหมือนกับที่ผมรักแม่ และแม่ก็คงรักพวกเขาเหมือนกับที่แม่รักผม ผมมาอเมริกาเพื่อศึกษา แม่ก็เป็นห่วง และคิดถึง ถ้าแม่รู้ว่าผมตกอยู่ในภาวะอันตรายหรือ เป็นอะไรไป แม่คงจะโศกเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก คงเหมือนกับแม่ของพวกเขาเหมือนกัน ถ้าหากรู้ว่ามีอันตรายเกิดกับลูก แม่คงแทบสูญสิ้นชีวิต พวกเขานั่งเงียบ และเบาเสียงวิทยุลง ผมเลยขอร้องเขาว่า อย่าทำอันตรายอะไรผมเลย ให้นึกถึงความรู้สึกของแม่ ซึ่งถ้าหากรู้ว่าลูกได้ รับอันตรายแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าหากเขาอยากได้รถก็เอาไปเถิด อยากได้เงินก็ให้เงินไปแล้ว แต่อย่าทำอันตรายผมเลย ผมได้ยินเสียงกริ๊กจากปืนที่คนนั่งข้างหลังจ้องอยู่ คงเป็นการปลดกระสุนปืนออก แล้วก็ยื่นปืนให้ผมพร้อมกับยื่นมือให้ผมจับ เขาบอกว่า จากวันนี้ไป เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ ผมก็จับมือเขา แล้วเราทุกคนก็หัวเราะพร้อมๆกันคนหนึ่งบอกว่าอยากดื่มเบียร์ เขาก็จอดรถ ซื้อเบียร์กระป๋อง มาดื่มกันในรถที่ขับไป สุดท้ายเขาจอดรถในที่ใกล้ๆ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง บอกเขาจะไปกันละนะ เขาไม่เอารถหรอก จะคืนรถให้ ขอให้ผมโชคดีในการเรียน จะได้กลับบ้านไปพบแม่ที่ผมรัก ซึ่งเขาก็รักแม่ของเขา และเขาก็จะไปหาแม่ของเขาเช่นกัน พอเขาลงจากรถ ผมก็ขับรถกลับบ้านที่พักด้วยความรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ สิ้นปีนั้น ผมก็ย้ายเมืองไปอยู่นิวยอร์ก เมื่อจบการศึกษาด้านกุมารเวช และเริ่มเรียนทางด้านจิตเวชต่อไปอีก ประสบการณ์นี้ผมไม่เคยลืมเลือน คิดว่าตัวเองรอดชีวิต ไม่มีอันตรายมาได้ด้วยคำว่า "แม่" นี่เอง เรื่องนี้ก็ไม่เคยเล่าให้แม่ฟัง ปีนี้เป็นปีที่แม่ของผม (ทองอยู่ นาควัชระ) ได้รับเกียรติรับเลือกเป็นแม่ดีเด่นของชาติ แม่คงจะรู้เรื่องจากนิตยสารนี้แหละ จะได้รู้คำว่า "แม่" นั้นศักดิ์สิทธิ์ คุ้มครองชีวิตลูกได้ และอยากให้ลูกทุกๆคน รักแม่ ให้แม่รักลูก เพราะเป็นสายใยอันเดียวที่จะทำให้มนุษย์อุ่นใจ ปลอดภัย และเป็นมงคลกับชีวิต บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเทิดทูนบูชาพระคุณของ "แม่" ของคนทั้งโลกครับ
มาติดตั้งโปรแกรมความรักกัน
ช่างเทคนิค :'ฮัลโหล สวัสดีครับ มีอะไรให้รับใช้ครับ ลูกค้า :'ดิฉันได้นั่งนึกดูแล้วคิดว่า โปรแกรมความรัก นี่ก็น่าสนใจ ดีนะคะ คุณช่วยกรุณาแนะนำดิฉันหน่อยได้ไหมคะว่าจะลงโปรแกรมนี้ยังไง'ช่างเทคนิค :'ด้วยความยินดีครับ ไม่ทราบว่าพร้อมที่จะลงโปรแกรม หรือยังครับ'ลูกค้า :'อืม... ไม่รู้เหมือนกันคะ บอกตามตรงว่าดิฉันไม่ค่อยรู้ เรื่องคอมพิวเตอร์เท่าไร แต่ดิฉันคิดว่าน่าจะพร้อมคะ ไม่ทราบว่าต้องเริ่มทำยังไงบ้างคะ'ช่างเทคนิค :'อันดับแรกเลยคุณต้องเปิดใจคุณก่อนครับ'ลูกค้า :'ไม่มีปัญหาคะ แต่ว่าตอนนี้ฉันเปิดใช้โปรแกรมอื่นอยู่ด้วย ไม่ทราบว่าจะมีปัญหาใน การติดตั้งไหมคะถ้าฉันไม่ได้ปิดโปรแกรมพวกนี้'ช่างเทคนิค :'ไม่ทราบว่าโปรแกรมอะไรหรือครับที่กำลังเปิดใช้งานอยู่'ลูกค้า :'เดี๋ยวขอดิฉันดูนิดนึงนะคะ อืม... ก็มีโปรแกรม 'ความเจ็บปวดในอดีต', 'การไม่เห็น คุณค่าของตัวเอง', 'ความริษยา', 'ความขุ่นเคือง' และก็ 'โปรแกรมความโกรธ' ทั้งหมดที่เปิดก็มีเท่านี้ค่ะ'ช่างเทคนิค :'ไม่มีปัญหาครับ โปรแกรมความรักจะค่อยๆลบความเจ็บปวดในอดีต ออกจากระบบปฏิบัติการครับ มันอาจจะคงอยู่ในหน่วยความทรงจำแต่ว่าจะไม่รบกวนการทำงานของโปรแกรมอื่นๆครับ ไม่ต้องกังวล สำหรับโปรแกรมการไม่เห็นคุณค่าของตัวเองนั้นจะค่อยๆหายไปเอง เพราะส่วนประกอบส่วนหนึ่งของโปรแกรมความรัก คือการเห็นคุณค่าของตนเอง ส่วนนี้จะค่อยๆเข้ามาแทนที่อย่างช้าๆจนการไม่เห็นคุณค่าตัวเองหมดไป แต่ว่าคุณเองจะต้องปิดโปรแกรมความริษยา ความขุ่นเคืองและ ความโกรธลง เพราะโปรแกรมพวกนี้จะขัดขวางไม่ให้โปรแกรมความรักสามารถติดตั้งได้ รบกวนช่วยปิดโปรแกรมพวกนี้ ก่อนได้ไหมครับ'ลูกค้า :'บอกตามตรงเลยนะคะ ดิฉันไม่รู้จริงๆคะว่าจะปิดโปรแกรมพวกนี้ยังไง'ช่างเทคนิค :'เข้าไปที่ Start Menu นะครับ แล้วเรียกโปรแกรมการให้อภัยขึ้นมาต้องเปิดโปรแกรมนี้เรื่อยๆจนกว่าความริษยา, ความขุ่นเคืองและก็ความโกรธจะถูกลบออกไปจนหมด'ลูกค้า :'ได้คะ.... เสร็จแล้วคะ ตอนนี้โปรแกรมความรักเริ่มที่จะติดตั้งอัตโนมัติแล้วค่ะ แต่ เอ..........นี่เป็นปกติของโปรแกรมใช่ไหมคะที่ติดตั้งด้วยตัวมันเอง'ช่างเทคนิค : 'ใช่ครับ แต่อย่าลืมนะครับว่า นี่เป็นเพียงโปรแกรมพื้นฐานเท่านั้น คุณจะต้องติดต่อกับหัวใจดวงอื่นๆเพื่อที่จะได้ upgrade โปรแกรมความรักให้มี version ที่สูงขึ้น'ลูกค้า :'อุ้ย....มีข้อความผิดพลาดขึ้นที่หน้าจอบอกว่า 'โปรแกรมไม่สามารถติดต่อออก ไปสู่ภายนอกได้' ดิฉันควรทำยังไงดีคะ'ช่างเทคนิค :'ไม่ต้องตกใจครับ นั่นแสดงว่าตอนนี้โปรแกรมความรักได้ติดตั้งอยู่ภายในใจคุณเรียบร้อยแล้วครับ แต่ที่โปรแกรมยังไม่สามารถใช้งานได้ ก็เพราะว่าคุณต้องเริ่มรักตัวคุณเองก่อน จากนั้นคุณถึงจะรักคนอื่นได้'ลูกค้า :'แล้วดิฉันควรจะทำยังไงคะ'ช่างเทคนิค :'คุณช่วยเลื่อนการยอมรับตัวเองลงมาหน่อยได้ไหมครับ จากนั้นให้คลิกที่ไฟล์ 'การยกโทษให้ตนเอง' 'การรู้ถึงคุณค่าของตัวเอง' และ การยอมรับถึงความจำกัดในตัวคุณ'......'ลูกค้า :'ได้ค่ะ...เสร็จแล้วค่ะ'ช่างเทคนิค :'โอเคครับ จากนั้นก็ก๊อปปี้ไฟล์พวกนี้เข้ามาในไดเร็กทอรี่ 'ใจฉัน' ระบบจะทำการจัดการไฟล์ที่มีปัญหารวมทั้งแก้ไขโปรแกรมต่างๆที่มีข้อผิดพลาด แต่ว่าคุณจะต้องลบไฟล์ 'การพูดถึงตัวเองในแง่ลบ' และ 'ไฟล์การตัดสินผู้อื่น' ออกจากทุกๆไดเร็กทอรี่นะครับ และอย่าลืมเข้าไปลบอีกที ใน Recycle Bin นะครับ เพื่อให้มั่นใจว่าไฟล์พวกนี้ถูกลบจนหมดและไม่มีทางกลับเข้ามาทำความยุ่งยากได้อีก'ลูกค้า :'ทราบแล้วคะ เอ๊ะ!!...มีไฟล์ใหม่ๆเกิดขึ้นในหัวใจตั้งเยอะคะ 'ยิ้ม' กำลังวิ่งเล่นอยู่บนหน้าจอ 'สันติสุข' และ 'ความยินดี' กำลังก๊อปปี้ตัวเองอยู่ทั่วไปภายในใจฉันนี่เป็นปกติหรือเปล่าคะ'ช่างเทคนิค :'ครับ บางครั้งสำหรับบางคนอาจต้องใช ้เวลาหน่อย แต่ท้ายที่สุดสิ่งนี้จะเกิดขึ้นในเวลาที่เหมาะสม ตอนนี้โปรแกรมความรักได้ติดตั้งและเปิดใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ มีอีกอย่างหนึ่งที่อยากจะบอกก่อนที่จะวางสายครับ ความรักเป็นโปรแกรมให้เปล่า อย่าลืมแบ่งปันให้คนอื่นนะครับ ความรักที่คุณให้ไปจะไม่เหมือนกันในแต่ละคน และความรักนี้จะถูกส่งต่อไปยังคนอื่นๆและส่วนหนึ่งก็จะกลับคืนมาสู่ตัวคุณด้วย และเมื่อนั้นความรักของคุณก็จะมีการพัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง'ลูกค้า :'ดิฉันให้สัญญาค่ะ...................ว่าจะแบ่งปันโปรแกรมความรักให้กับคนอื่นๆ รบกวนขอทราบชื่อของ คุณหน่อยได้ไหมคะ'ช่างเทคนิค :'เรียกผมว่า 'ผู้ชันสูตรจิตใจ' หรือ เราเป็น' (I AM) ก็ได้ครับ คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาจะต้องไปตรวจสุขภาพจิตใจปีละครั้ง เพื่อให้หัวใจเขามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง แต่ผู้ที่สร้างใจ (ผมเอง) ขอแนะนำว่าไม่จำเป็น................ เพียงแต่คุณคอยหมั่นดูแลความรักให้คงอยู่ในแต่ละวันก็เพียงพอแล้วครับ'
ที่มา:FM
ที่มา:FM
17 สิงหาคม 2552
รักจากหัวใจ กับ รักจากสมอง ต่างกันอย่างไร
ถ้าใครตอบคำถามได้ว่า รักคนคนหนึ่งเพราะอะไร นั่นเป็นรักจากสมอง สมองมักมีเหตุผลมีคำตอบ ในการที่ต้องรัก และอาจไม่ใช่รักแท้ เพราะรักแท้ เป็นรักที่ไม่มีคำตอบ รักจากความรู้สึก รักเพราะรู้สึกรัก สังเกตง่าย ถ้ารักจากสมอง ชีวิตรักเหมือนอยู่ในโลกความจริง มักไม่อ่อนหวาน ทำอะไรก็มีแผนการ มีเหตุผล มีคำอธิบายร้อยแปด ต่างจากรักที่มาจากความรู้สึก ชีวิตเหมือนอยู่ในความฝัน อ่อนหวาน อบอุ่น ใช้หัวใจในการตัดสิน กลายเป็นคนไม่มีสมอง... ถ้าใครบอกว่ารักคุณเพราะอะไร พึงจำไว้ว่ารักแท้จะไม่มีเหตุผล จะไม่มีคำว่าอะไร มาทำให้รัก เพราะถ้าบอกว่ารัก เพราะคุณสวย เมื่อความสวยหมด อาจเลิกรักได้ หรือถ้ารักเพราะคุณเป็นคนดี วันหนึ่งก็อ้างได้ว่า ตอนนั้นเห็นคุณเป็นคนดีได้อย่างไร... หรือถ้ารักเพราะคุณเป็นคุณ ก็คงเบื่อที่จะหาคำอื่นมาพูด คำนี้ใช้ง่ายที่สุด... **จงฟังคนที่บอกว่า รักคุณ และไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรัก นั่นเเสดงว่าใช้หัวใจรัก ไม่ว่าวันข้างหน้า คุณจะเป็นอย่างไร หัวใจก็จะยังไม่มีเหตุผลในการรักอยู่ดี จะเลือกคนที่ใช้หัวใจรัก หรือคนที่ใช้สมองรัก...ขึ้นอยู่กับคุณ
เกมส์ความรัก
นานมาแล้วชั้นเคยถูกจับให้ไปเล่นเกมนึงแบบที่ชั้นไม่เต็มใจแต่พอเล่นไปแล้วก้อประทับใจมากเลยทีเดียว มันเป็นเกมเกี่ยวกับความรัก......มีคนตั้งขึ้นมาว่า จะมีสะพานไม้เล็กอยู่ ให้เดินไปจนถึงโดยที่หลับตาถ้าใครสามารถเดินไปถึงได้โดยไม่ตกลงมาคุณและคู่รักของคุณจะเป็นเนื้อคู่กันตลอดไป ..ทุกคนจึงพยายามเดินแล้วหลายรอบ แต่ก้อตกลงมาทุกทีบางคนถึงกับคิดว่าชั้นคงไม่มีเนื้อคู่แล้วล่ะสิจนมีคนนึงเดินไปถึง และไม่ตกลงมาทุกคนก้อถามว่าเดินยังไงหละถึงไม่ตก..พอคนนั้นตอบทุกคนก้อเงียบไปเลยเค้าบอกว่า "ชั้นแอบลืมตาเดินไง"...ลองคิดดูดิเพื่อความรัก ทุกคนยอมหลับตา..และยอมปฏิเสธสิ่งต่าง ๆ ที่ทุกคนผ่านมันโดยไม่มองอะไรเลย..เค้าสั่งให้หลับตาเดินก้อยอมแล้วมันจะไปถึงได้อย่างไร..ในเมื่อตาเรามองไม่เห็นทาง .เวลามีความรักลองเปิดตามองให้ไกล .อย่าปล่อยให้ความรักทำให้ตาบอด .ถึงแม้ลืมตาเดินแล้วยังตกลงมาอีกก้อคงไม่เจ็บเท่าตกลงมาเพราะหลับตาเดิน..เพราะเราจะรู้ว่าต้องตกท่าไหนจึงจะเจ็บน้อยที่สุด .........จิงม่ะ..........
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)